
หากฟังจากปาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยตรง หรือฟังจากการถ่ายทอดโดย พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ก็ต้องยอมรับในความอึดอัดใจอันดำรงอยู่ภายในการปรับครม.
เพราะว่าไม่ได้คิด ไม่ได้ต้องการมาก่อน
แต่ที่จำเป็นต้องปรับเพราะว่าการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล
ตรงนี้ต่างหากคือ ไฟท์บังคับ
ขณะเดียวกัน เมื่อเกิดสถานการณ์จากเพียง 1 กระทรวง 1 ตำแหน่งก็ขยายกลายเป็นหลายกระทรวงตามมา มีจำนวนหนึ่งต้องถูกปรับออก
ที่สะเทือนใจมากก็คือ เพื่อน “ทหาร” ด้วยกัน
ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ที่บานปลายนั้นอาจเริ่มจากปัญหา “ภายใน” ซึ่งสะท้อนความขัดแย้งเนื่องจากมาตรการบางมาตรการของคสช.และของรัฐบาล
นั่นก็คือ การใช้ “มาตรา 44” ย้าย “อธิบดี”
บังเอิญที่เรื่องนี้เกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางนโยบาย “เศรษฐกิจ” โดยองค์รวมของรัฐบาล จึงนำไปสู่ข้อเรียกร้องในเรื่องกระทรวงอันเกี่ยวกับ “เศรษฐกิจ”
กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงถูก “หางเลข”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จึงต้องหลุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงต้องหลุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจึงต้องหลุด
กลายเป็นผลสะเทือน ระเนระนาดกันไป
ต้องยอมรับว่า ในที่สุดปัญหาที่ขยายและบานปลายก็ไปรวมศูนย์กับความรู้สึก “ร่วม” ที่เห็นตรงกันว่าการแก้ปัญหาในทางเศรษฐกิจไม่ประสบผลสำเร็จ
หากสำเร็จจะเปลี่ยนกระทรวงพาณิชย์ทำไม
หากสำเร็จจะเปลี่ยนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำไม หากสำเร็จจะเปลี่ยนกระทรวงพลังงานและรวมถึงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาทำไม
ตรงนี้กำลังจะกลายเป็นประเด็น เป็นปัญหาข้างหน้า
เป็นประเด็นเรียกร้องและคาดหวังจากรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงกระทรวงแรงงาน อย่างสูงเป็นพิเศษ
ปมเงื่อนอยู่ตรงที่สามารถสนองได้หรือไม่
ไม่ว่าจะมีความรู้สึกและบทสรุปต่อกระบวนการปรับครม. “ประยุทธ์ 5” แค่ไหน อย่างไร แต่ในที่สุดก็ต้องให้โอกาส ต้องให้เวลาในการบริหารจัดการ
ระยะ 1 เดือนต่อจากนี้อาจเป็นช่วงทดลอง
แต่หากดูจาก 3 ปีที่ผ่านมา เป็นไปได้ว่าระยะเวลาทดลองงานของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงคงไม่ยาวนานเท่าใดนัก
เพราะนี่คือ 3 ใน 4 ปีของระยะเวลาของรัฐบาล