ขณะที่กระแสฟาดกระหน่ำเข้าใส่นาฬิกาหรู ริชาร์ด มิลล์ ดังอย่างอึกทึกครึกโครม มีความเงียบอย่างเป็นพิเศษจากพรรคเพื่อไทย
แม้จะมีบางคนออกมา แต่ส่วนใหญ่ยังเงียบ
ความคึกคักหนักแน่นไปปรากฏผ่านพรรคประชาธิปัตย์ และบางส่วนอันเคยเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและกปปส.มากกว่า
เหมือนกับพรรคเพื่อไทยจะอ่านเกมออก
หากจับ “กระแส” เล่นงาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตั้งแต่เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนหลังการยื่นใบลาออกของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล เป็นต้นมา ก็คงจะมองเห็นเงื่อนงำ
เงื่อนงำ สลับซับซ้อนในทางการเมือง
การขยายประเด็นจากความขัดแย้งภายในกระทรวงแรงงานให้กลายเป็นเรื่องของรัฐมนตรีที่มีพื้นฐานมาจาก “ทหาร” ดำเนินไปอย่างคึกคัก
เบื้องต้นเหมือนกับเน้นกระทรวง “เศรษฐกิจ”
เห็นได้จากการเอ่ยถึงชื่อของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากนั้นก็เลเพลาดพาดไปยังกระทรวงพลังงาน
แต่แล้ว “หวย” กลับเน้นหนักไปยัง 3 นายทหาร
1 เป็น พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 1 เป็น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา กระทรวงมหาดไทย
และ 1 เป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
แม้จะมีการระบุพล.อ.ระดับ “บิ๊กเนม” ออกมา แต่ภายในสนามเริ่มมีความเด่นชัดมากขึ้นเป็นลำดับว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ต่างหากที่เป็นเป้าหมายอย่างจริงจัง
มีการรื้อฟื้นกรณีอื้อฉาว “อโลฮา ฮาวาย” ขึ้น
มีการอุปมาโดยหยิบยกเอา “ตัวอับเฉา” ที่ติดกับสำเภาจากเมืองจีนในเชิงอุปไมยว่าการดำรงอยู่ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่แตกต่างไปจากตัวอับเฉาจากเมืองซัวเถา
ความหมายโดยตรงตัว ก็คือ เป็น “ตัวถ่วง”
กลยุทธ์ในการเน้นหนักก็คือ การพยายามแยก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เป็นการชู “ประยุทธ์” แต่ตี “ประวิตร”
แม้ในห้วงแห่งการปรับครม. “ประยุทธ์ 5” ความพยายามนี้จะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่หลังการปรับและในระหว่างรอถ่ายภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
กรณีของ ริชาร์ด มิลล์ ก็กลายเป็นประเด็น “ร้อน”
ร้อนและสร้างความคึกคักให้กับแผนเดิมที่กำหนดวางเอาไว้ในห้วงเดือนพฤศจิกายนและต่อเนื่องมายังเดือนธันวาคม
เป็นความคึกคักที่พรรคเพื่อไทยอยู่ในลักษณะเฝ้ามอง