ไม่ว่าการขานรับว่าพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย “อาจ” จำเป็นต้องจับมือกันเพื่อต้านนายกรัฐมนตรีอันมาจาก “คนนอก”
ไม่ว่าการออกโรงของ นายชวน หลีกภัย
เหมือนกับจะดำเนินไปในแต่ละสถานการณ์อันเหมาะสม ชอบด้วยเหตุผล และมากด้วยความเนียนนุ่มอย่างเป็นธรรมชาติเมื่อมองเข้าไป
แต่ทั้งหมดล้วนเป็น “กลยุทธ์”
อย่าว่าแต่พรรคเพื่อไทยเลยที่ไม่เกิดความหวาดระแวง แม้กระทั่งคสช.และโดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังถึงกับส่ง “โฆษก” ออกมาแสดงความขอบคุณในวันแรก
ต่อเพิ่งนึกขึ้นได้จึงได้ “ตอกกลับ” ในอีก 1 วันต่อมา
พรรคประชาธิปัตย์สะสมความจัดเจนมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุค นายควง อภัยวงศ์ ต่อกรกับพรรคสหชีพ และพรรคแนวรัฐธรรมนูญของ นายปรีดี พนมยงค์
จากนั้นก็เข้าสู่ยุค จอมพล แปลก พิบูลสงคราม
อาจ “เว้นวรรค” ชั่วคราวในยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่พอเข้าสู่ยุค จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร การต่อกรก็เพิ่มความเข้มข้น
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น “บทเรียน” ล้วนเป็น “ประสบการณ์”
ทำให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถดำเนินกลยุทธ์การเมืองใน “ระบบรัฐสภา” ด้วยความคึกคักและเข้มข้นมากกว่ายิ่งพรรคการเมืองใด
หากติดตามพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา จะเห็นได้ว่าวิถีแห่งกลยุทธ์ดำเนินไปด้วยความรอบคอบ รัดกุม
เป็นกลยุทธ์ในแบบ “แยกกันเดิน รวมกันตี”
ท่วงทำนอง 1 ปรากฏผ่าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่วงทำนอง 1 ปรากฏผ่าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ต่อคสช.จึงทั้ง “ร่วม” และ “ต่อสู้”
ต่อสู้เพื่อสร้างความหมาย เพิ่มมูลค่าในทางการเมือง เพื่อให้คสช.ตระหนักในบทบาทและความสำคัญ
เพื่อที่การร่วมมือกันจะเป็นไปอย่างเสมอภาค
เพื่อที่ผลประโยชน์จะตกเป็นของ “พรรคประชาธิปัตย์” ในที่สุด
บทบาทของ นายชวน หลีกภัย เหมือนกับจะเป็นการวิพากษ์ เปิดโปงความล้มเหลวตลอด 3 ปีของคสช.และของรัฐบาล โดยเน้นไปยังรายได้ที่ลดลงของชาวใต้
แต่บทบาท นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ร่วมมือเต็มที่
ร่วมมือตั้งแต่กรณีประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 ร่วมมือแม้กระทั่งยืนหยัดในหลักการ “ปฏิรูป” ก่อน “เลือกตั้ง” เปิดทางให้คสช.และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เต็มพิกัด
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่างหากคือผู้ “ขยายผล”