ไม่ว่า นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ไม่ว่า นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ กำลังเล่นบท “เดินหน้าชน” ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายที่ต้องการแก้พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง
ไม่ว่าฝ่ายที่ต้องการแก้ “รัฐธรรมนูญ”
บทสรุปร่วมอันก่อรูปขึ้นในทางการเมืองก็คือ บรรดาคนที่เล่น 2 บทนั้นล้วนอยู่ในเครือข่ายแห่ง “ทฤษฎีสมคบคิด” รับงานมาจาก “ผู้มีอำนาจ”
เป้าหมายเพื่อ “ยื้อ” ไม่เพียงแต่เรื่อง “ปลดล็อก” พรรคการเมือง
หากยังเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยน “โรดแม็ป” ไม่เพียงแต่จะมิให้การเลือกตั้งที่กำหนดไว้ในเดือนพฤศจิกายน 2561 สามารถเกิดขึ้นได้เท่านั้น
หากแต่อาจไปไกลถึงขั้น “ไม่มี” เลือกตั้ง
หลายคนอาจฟังแล้วใจหาย พร้อมกับความรู้สึกเหลือเชื่อที่ในแวดวงการเมืองของสังคมประเทศไทยยังมีคนประเภทนี้อยู่
แต่ยิ่งฟังก็ยิ่งเชื่อ
เพราะหลายคนที่เคยเข้าไปมีส่วนร่วมก่อให้เกิดสถานการณ์รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ก็มาจากความเชื่อในลักษณะนี้
คือ กลัวการเลือกตั้ง
ยิ่งในบรรยากาศทางการเมืองก่อนเกิดสถานการณ์รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ยิ่งมีความแจ่มชัด
มูลเชื้อมาจาก “กลัว” การเลือกตั้งนั่นเอง
อย่าได้แปลกใจที่ระยะเวลาการเลือกตั้งตาม “โรดแม็ป” ใกล้เข้ามาเท่าใด ยิ่งได้เห็นภาพของคนที่หวาดกลัวต่อ “การเลือกตั้ง” เริ่มแสดงตัว
แม้จะมี “รัฐธรรมนูญ” มาตั้งแต่เดือนเมษายน 2560
แม้จะมีการประกาศและบังคับใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 ก็ไม่สามารถบังคับใช้ได้ในทางเป็นจริง
เนื่องจาก คสช.ไม่ยอม “ปลดล็อก” จากคำสั่งของตน
บทบาทของบรรดา “ไอ้ห้อยไอ้โหน” ที่ปูทางและสร้างเงื่อนไขให้คสช.เข้ามายึดอำนาจเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 จึงต้องออกโรงกันอย่างอึกทึกครึกโครม
เพื่อ “ยื้อ” และทอดเวลา “เลือกตั้ง” ออกไป
บทบาทของรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อย่าง นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ และอย่าง นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ จึงทรงความหมาย
เล่นบทในการเปิดโปงให้เห็น “เบื้องหลัง”
ขณะเดียวกัน ก็เรียกร้องคสช.ให้ปฏิบัติตาม “โรดแม็ป” ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่เคยให้กับสังคมโลกและสังคมไทยว่าจะต้องเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561
เดือนพฤศจิกายน 2561 คือ จุดหมายปลายทาง