คำว่า “ทฤษฎีสมคบคิด” ที่โยนให้กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายไพบูลย์ นิติตะวัน และ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน กรณีออกโรง “ยื้อ” ในเรื่อง “การเลือกตั้ง”

หากมาจาก 1 พรรคเพื่อไทย 1 นปช.คนเสื้อแดง

น้ำหนักอาจจะ “เบา” เพราะว่ายืนอยู่คนละฟาก เพราะว่าพรรคเพื่อไทยและนปช.คนเสื้อแดงเปิดโปงอย่างนี้อยู่แล้วโดยพื้นฐาน

กระทั่ง สังคมคิดว่าเป็น “เกม” ทางการเมือง

แต่พลันที่ดังมาจากแกนนำสำคัญพรรคการเมืองอื่น ไม่ว่าจะเป็นจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นจากพรรคชาติไทยพัฒนา

สังคมเริ่มให้ “น้ำหนัก” และค่อยๆ ตามไป

อย่าคิดว่า ที่พรรคเพื่อไทยและนปช.คนเสื้อแดงเคยตั้งข้อสังเกตต่อบทบาทของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือต่อบทบาทของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน

สังคมไม่สนใจเพราะเห็นว่าเป็นการให้ร้าย ป้ายสี

อาจมีคนจำนวนหนึ่งคิดอย่างนั้น หากเทียบกับการที่คนอย่าง นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ หรือคนอย่าง นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ออกมาวิเคราะห์

เพราะ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ก็เป็น “ประชาธิปัตย์”

เพราะ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แม้จะเคยร่วมรัฐบาลกับพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย แต่ก็มิได้ร่วมอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน

การวิพากษ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงทรงความสำคัญ

กระนั้น เมื่อบทสรุปไม่ว่าจะมาจาก นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ไม่ว่าจะมาจาก นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ดำเนินไปอย่างที่พรรคเพื่อไทย และนปช.คนเสื้อแดงมองมาอย่างยาวนาน

สายตาที่มองต่อพรรคเพื่อไทยกับนปช.คนเสื้อแดงก็เริ่มเปลี่ยน

การเปลี่ยนจากมองบทบาทของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายไพบูลย์ นิติตะวัน หรือแม้กระทั่ง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อย่างสงสัย ไม่แน่ใจ

เท่ากับไปเสริม “คุณภาพ” การวิเคราะห์ของพรรคเพื่อไทยและนปช.คนเสื้อแดง

อย่างน้อยก็ทำให้เห็นว่า การเคลื่อนไหวของกปปส.แท้จริงแล้วก็ร่วมมือกับคสช.มาอย่างยาวนาน เหมือนกับเป็นคอหอยและลูกกระเดือกกัน

เท่ากับ “ปูทาง” สร้าง “เงื่อนไข” ให้กับการรัฐประหาร

นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป ความคิด ความเชื่อในทางการเมืองก็เริ่มแปรเปลี่ยน คนที่เคยคิดว่าเป็นพระเอก ก็ทำท่าว่าจะต้องกลายเป็นผู้ร้าย

นี่ย่อมเป็นเรื่องต้องอาศัย “เวลา”

เวลาเท่านั้นที่จะให้ “คำตอบ” อย่างเที่ยงธรรม มิใช่การแต่งบทเพลงสดุดี มิใช่การออกมายกย่องตัวเองว่าเป็น “คนดี” 3 เวลาหลังอาหาร

การปฏิบัติที่เป็นจริงต่างหากคือบรรทัดสุดท้าย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน