ไม่ว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไม่ว่า นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อันตกเป็นเป้าการระบุว่าจะเป็นหัวหน้าจะเป็นเลขาธิการ “พรรคทหาร”
ต่างล้วนออกมา “ปฏิเสธ”
เหมือนกับที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ออกมาปฏิเสธว่า ไม่เคยได้ยิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดเรื่องอันเกี่ยวกับการจัดตั้งพรรค
เป็นเช่นนั้น
ไม่ว่าการเคลื่อนไหวของเครือข่าย “ประชาชนเพื่อการปฏิรูป” ไม่ว่าการเคลื่อนไหวอันนำไปสู่การจัดตั้ง เครือข่าย “พลังชาติไทย” อันผูกติดอยู่กับเครือข่ายและโครงสร้าง กอ.รมน.
ล้วนเคยถูกปฏิเสธมาแล้วจาก “คสช.”
ความจริง การเคลื่อนไหวในเรื่องการรวบรวมผู้คนเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งพรรคการเมืองอย่างที่เรียกกันว่า “พรรคทหาร” นั้นมิได้เป็นเรื่องใหม่
เคยมีการพูดมาบ้างแล้วจาก “พรรคเพื่อไทย”
แต่ที่มีการเอ่ยถึงอย่างค่อนข้างเป็นระบบ 1 มาจาก นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สะท้อนความพยายามในพื้นที่บางส่วนของภาคใต้
1 มาจาก นายวีระ สมความคิด ซึ่งเคยเป็น “พันธมิตร”
และ 1 ซึ่งเปรี้ยงปร้างเป็นอย่างมากกระทั่งกลายเป็นภาวะฝุ่นตลบ เป็นข่าวอันออกมาจากภายในพรรคประชาธิปัตย์ ดำเนินไปอย่างเป็นระบบ เป็นกระบวนการ
ระบุออกมาเลยว่าเป็นบทบาทของ “ลุง” คนหนึ่ง
ข่าวที่ออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์มิได้อยู่เหนือความคาดหมาย เพียงแต่สะท้อนให้เห็นว่าความพยายามประนีประนอม “ภายใน” ได้ถึงจุดที่ยากจะประสาน
1 มีความพยายามจะเข้าไป “ยึดพรรค”
เห็นได้จากการหวนกลับไปเป็นสมาชิกพรรคอีกครั้งหนึ่งของบรรดา อดีตส.ส.ที่เคยมีบทบาทเป็นอย่างสูงในห้วงแห่งการเคลื่อนไหวของ “กปปส.”
ขณะเดียวกัน 1 ปฏิกิริยาอันเกิดขึ้นหลังสุดเท่ากับยืนยันว่าความพยายามในการ “ยึดพรรค” แปรพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ “คสช.” ล้มเหลว
บทบาทของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงนำไปสู่ “รีเซ็ต”
ศึกครั้งนี้จึงมิได้เพียงเป็นศึก “ภายใน” ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกัน แต่แตกขั้ว แบ่งสาย หากแต่ยังเป็นเงาสะท้อนว่าพรรคประชาธิปัตย์เริ่มถอยห่าง
ที่สำคัญ คือ ถอยห่างออกจาก “คสช.”
ท่าทีระยะหลังของคสช.อันสำแดงผ่าน 4 คำถาม ตามมาด้วย 6 คำถามนั่นแหละที่บ่งบอกยุทธศาสตร์เด่นชัดของคสช.ว่าเป็นอย่างไร
นั่นก็คือ คสช.มิได้หวังพึ่ง “ประชาธิปัตย์”
ขณะเดียวกัน ประชาธิปัตย์ก็มิได้หวังโหนห้อยไปกับ “คสช.”