ความจริง การประกาศและบังคับใช้ “รัฐธรรมนูญ” เมื่อเดือนเมษายน 2560 เป็นจุดตัด จุดหักเลี้ยวอันทรงความหมายยิ่งในทางการเมือง

แต่ดูเหมือนว่า “หลายคน” จะไม่รู้สึก

อาจเพราะมั่นใจในกระบวนการยกร่าง “รัฐธรรมนูญ” ว่าได้วางกลไกต่างๆ เอาไว้แล้วอย่างครบถ้วน เพื่อมิให้รัฐประหารต้อง “เสียของ”
เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549

อาจเพราะมั่นใจในโครงสร้างแห่งอำนาจอันบริหารผ่านความเด็ดขาดเข้มแข็งของ “กองทัพ” ประสานเข้ากับการจัดแถวให้กับแต่ละกระทรวงทบวงกรมตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

เป็นความมั่นใจว่า “เอาอยู่”

แต่ “หลายคน” นั่นแหละอาจหลงลืมหรือมองข้าม “พลานุภาพ” อันดำรงอยู่ในตัวตนแห่ง “รัฐธรรมนูญ” ว่าในบางครั้งและหลายครั้งก็มี “วิถี” ที่มิอาจบังคับได้

เหมือนกับที่เคยปรากฏมาแล้วในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2511

อาจทำให้ จอมพลถนอม กิตติขจร สามารถอยู่ในอำนาจต่อไปได้ แต่ก็เป็นอำนาจที่ไม่มั่นคงกระทั่งในที่สุดต้องทำรัฐประหารตัวเองในปี 2514

และอยู่ได้เพียง 2 ปีก็ต้องถูก “ขับไล่”

จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นเช่นนี้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ก็เป็นเช่นนี้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ก็เป็นเช่นนี้

เพราะพิษจาก “รัฐธรรมนูญ” นั่นเอง

รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 อาจมาจากความจัดเจนระดับเยี่ยมยุทธ์ของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประสานเข้ากับนายวิษณุ เครืองาม และ นายพรเพชร วิชิตชลชัย

แต่พลันที่ปะเข้ากับพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองก็ “เป๋”

เป๋จนต้องดึงให้ นายไพบูลย์ นิติตะวัน กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องออกโรง โดยมีพลังจากนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เข้ามาเสริม

และที่สุดก็อาจต้องใช้บริการ “มาตรา 44”

ยิ่งผลักรุนผู้คนให้ออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะ “ร่วมด้วยช่วยกัน” มากเพียงใด ยิ่งฟ้องให้เห็นกับดักอันเกิดขึ้นจากตัวของ “รัฐธรรมนูญ”

ทั้งยังเป็น “กับดัก” อันวางไว้ด้วย “พวกเดียวกัน”

พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองเพิ่งประกาศและบังคับใช้เมื่อเดือนตุลาคม 2560 รัฐธรรมนูญเพิ่งประกาศและบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายน 2560

เพียงเวลาไม่กี่เดือนก็ออก “ฤทธิ์” แล้ว

น่าเชื่อว่า จะยังมี “ฤทธิ์” ตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะจากรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะจากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และจากวัตรปฏิบัติอันเนื่องแต่รัฐประหาร

ยืนยันใน “ฤทธานุภาพ” แห่ง “รัฐธรรมนูญ”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน