ประหนึ่งว่า การออกมาปฏิเสธเรื่องการจัดตั้ง “พรรคทหาร” โดยเฉพาะจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และจาก นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จะทำให้ข่าวจาก “ประชาธิปัตย์” จะกลายเป็น “ระเบิดด้าน”
ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก
อย่าลืมว่า การออกโรงของพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินไปในลักษณะที่พังเพยโบราณเรียกว่า “ตีปลาหน้าไซ”
หน้าไซของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นหน้าไซของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ โดยมีชื่อของ “ลุงกำนัน” อันเคยใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มในพรรคประชาธิปัตย์เข้าไป “เอี่ยว”
ทั้งหมดนี้เป็นข่าว “ปล่อย” ในเชิง “ยุทธศาสตร์”
หากประเมินจาก “ตัวบุคคล” ที่ออกมาแถลงในเรื่องนี้ไม่มีความสำคัญมากนัก แต่ข้อที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ยิ่งไม่มีความสำคัญแล้วเหตุใดจึงออกมา
ออกมากระหน่ำไปยัง “หัวแถว” ของ “คสช.”
ออกมาขุดคุ้ย เปิดโปง โจมตี บุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นถึง “เลขาธิการ” ของพรรคประชาธิปัตย์อันถือว่ามากด้วย “บารมี” เป็นอย่างสูง
หากไม่ได้รับ “มอบหมาย” ออกมาไม่ได้หรอก
เหมือนกับกระบวนท่าทั้งหมดเป็นเรื่องในทาง “ยุทธวิธี” เป็นการรบระดับย่อย ตีแบบฉาบฉวย แต่หากพิจารณาอย่างรอบด้านยุทธวิธีนี้ดำรงอยู่ภายใต้ “ยุทธศาสตร์” ใหญ่
นำเอา “พรรคทหาร” ไปโยงเข้ากับ “ประชารัฐ”
ต้องยอมรับ “ประชารัฐ” คือ กล่องดวงใจที่คสช.และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฝากความหวังไว้เป็นอย่างสูง
1 เป็นเครื่องมือในการต่อสู้โค่น “ประชานิยม”
ขณะเดียวกัน 1 เป็นเครื่องมือในการต่อยอดและประสานเสริมเข้ากับ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” จึงเท่ากับเป็นเหมือน “กระดานหก” นำไปสู่ความชอบธรรมในทางการเมือง
นั่นก็คือ ความชอบธรรมในการดำรงและ “สืบทอด” อำนาจ
การนำเอา “ประชารัฐ” มาใช้เป็นชื่อพรรคซึ่งเป็นตัวแทนของ “พรรคทหาร” จึงเท่ากับใช้กระสุน 1 นัดแต่ยิงนกได้ไม่ต่ำกว่า 2 ตัว
เตะสกัดขาทั้ง “ประชารัฐ” และ “พรรคทหาร”
การเมืองเรื่อง “กลยุทธ์” ต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์มากด้วยความจัดเจนเป็นอย่างสูง พรรคเพื่อไทยแทบเทียบไม่ได้เลย
อย่ามองข้าม ความหมายของ นายชวน หลีกภัย
อย่ามองข้าม วิทยายุทธ์อัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มาจากอ็อกซ์ฟอร์ด และสะสมจากการเป็นนายกรัฐมนตรีท่ามกลางการต่อสู้อย่างเด็ดขาด
เพียงแต่ตอนนี้เป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์อยู่ที่ “คสช.”