พลันที่มีคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 ประกาศออกมา ความเป็นเอกภาพของพรรคการเมืองก็บังเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
ไม่ว่าประชาธิปัตย์ ไม่ว่าเพื่อไทย ไม่ว่าชาติไทยพัฒนา
ไม่ว่า นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ไม่ว่า นายชัยเกษม นิติสิริ ไม่ว่า นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อยู่ในสภาพเดียวกัน
นั่นก็คือ อาการถูก “เซ็ต ซีโร่”
เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไม นายสมชัย ศรีสุทธิยากร จึงหงุดหงิด เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมภายในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงหงุดหงิด
เพราะล้วนถูกหอกแห่ง “รีเซ็ต” ถ้วนหน้า
อย่าได้แปลกใจหากว่าบรรยากาศในห้วงส่งท้ายปีเก่า 2560 ต้อนรับปีใหม่ 2561 อาจมีคนชื่นมื่นสุขสำราญเหมือนดอกไม้บานยามเช้า
นั่นก็คือ ฝ่ายที่เรียกร้อง “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”
แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยในหลายพรรคการเมืองอาจมองการมาเยือนของปี 2561 ไม่สุขสำราญเหมือนดอกไม้บานยามเช้าอย่างที่ร้องๆ กันมาทุกปี
เพราะเท่ากับทำลายฐานสมาชิก 2.8 ล้านคนที่สะสมตั้งแต่ปี 2489
เพราะเท่ากับทำลายฐานสมาชิกหลายแสนคนที่สะสมตั้งแต่ปี 2518 และที่สะสมตั้งแต่ปี 2541 อันเข้มข้นทางการเมือง
หากมองว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร เหตุใดจึงเปลี่ยนไป ก็น่าจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดหลายคนในพรรคประชาธิปัตย์ ในพรรคชาติไทยพัฒนาก็เริ่มเปลี่ยนไป
อย่างเช่น นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ก็เริ่มร้อนแรง
ทั้งๆ ที่เคยห้อยนกหวีด ร่วมเป่าปรี๊ดๆ กับ “มวลมหาประชาชน” บนถนนราชดำเนินก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
ไม่แน่ใจว่าหลายคนในพรรคภูมิใจไทยจะหงุดหงิดหรือไม่
เพราะผลจากคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 แสดงออกอย่างเด่นชัดว่าต้องการมัดตราสังพรรคการเมืองเก่า เพื่อเปิดทางสะดวกให้กับพรรคการเมืองใหม่
อย่างน้อยก็พรรคประชาชนปฏิรูปของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน
ภายในความคับแค้นของพรรคการเมืองเก่าอย่างพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคเพื่อไทย ก็ทำให้พรรคการเมืองเหล่านี้บังเกิดอารมณ์ “ร่วม”
เริ่มรู้แล้วว่า คู่ต่อกรของพรรคคือใคร
เหมือนกับรู้สึกว่าคู่ต่อกรของพรรคประชาธิปัตย์คือพรรคเพื่อไทย และคู่ต่อกรของพรรคเพื่อไทยคือพรรคประชาธิปัตย์
ตอนนี้เริ่มเห็นเด่นชัดแล้วว่า ไม่ใช่
หากแต่เป็นคำสั่งหัวหน้าคสช.ไม่ว่าฉบับที่ 57/2557 ไม่ว่าฉบับที่ 53/2560 มากกว่า