เพราะว่าคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 สัมพันธ์กับพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 เป้าหมายจึงเป็น 1 พรรคการเมือง 1 นักการเมือง
บทบาทของบรรดา “โฆษก” ช่วยให้แจ่มชัด
ไม่ว่าจะดังมาจาก พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะดังมาจาก พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ
ทำหน้าที่แทน “นาย” ได้อย่างยอดเยี่ยม
เพราะว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มิได้ดำรงตำแหน่งเป็น “หัวหน้าคสช.” เท่านั้น หากแต่ดำรงตำแหน่งเป็น “หัวหน้ารัฐบาล” นั่นก็คือนายกรัฐมนตรีอยู่ด้วย
การกระหน่ำไปยัง “พรรคการเมือง” จึงเป็นเอกภาพ
อย่าไปตำหนิบรรดา “โฆษก” ทั้งหลายเลย เพราะว่าคนที่ออกมาร้องเอะอะโวยวายในขณะนี้ล้วนมี “ตรา” ของพรรคการเมืองประทับติดทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็น นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
ไม่ว่าจะเป็น นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ไม่ว่าจะเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ ไม่ว่าจะเป็น นายวัฒนา เมืองสุข
มาจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเพื่อไทย
บรรดาคนที่ยิ้มแก้มตุ่ยด้วยความพึงพอใจก็ล้วนแล้วแต่เคยเปล่งคำขวัญ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” มากับขบวนการชัตดาวน์ของ “กปปส.” ทั้งสิ้น
สุขสราญเหมือนดอกไม้บานยามเช้า
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปศึกษาบทบาทของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส.ประสานเข้ากับบทบาทของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป
2 คนนี้แหละที่ทำหนังสือเรียกร้องให้แก้ไขพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง
จากข้อเสนอของ 2 คนนี้แหละที่นำไปสู่บทสรุปที่ว่าต้องสร้างความเท่าเทียมกันระหว่าง พรรคเก่า พรรคใหม่ พรรคใหญ่ พรรคเล็ก
แล้วก็ออกมาเป็นคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560
ผลก็คือไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย อ่วมกันจนอกโรยไปตามๆ กัน
ร้องได้แต่คำว่า “รีเซ็ต” ตามมาด้วย “เซ็ต ซีโร่”
ผลสะเทือนจากคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 ทำท่าว่าจะขยายและบานปลายไปจนอาจกระทบกับโรดแม็ปการเลือกตั้งเข้าจนได้
แม้ทางคสช.และรัฐบาลจะยืนยันว่าไม่กระทบ
แต่ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา และไม่ว่าพรรคชาติไทย ร้องเพลงเดียวกันว่า กระทบอย่างแน่นอน
นี่เป็นอีกประเด็นที่จะได้ “คำตอบ” ในอีกไม่นาน