พลันที่คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 ประกาศและมีผลบังคับใช้นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม เป็นต้นไป ผลที่ตามมาโดยอัตโนมัติในทางการเมือง
1 ความคลุมเครือจางหาย
ขณะเดียวกัน 1 ที่เข้ามาแทนที่คือ ความแจ่มชัด สามารถแยกจำแนกและระบุได้อย่างไม่ลังเลว่าใครเป็นใคร
ใครเป็น “มิตร” ใครเป็น “ศัตรู”
เป็นความแจ่มชัดที่ไม่เพียงแต่ว่า ความเป็นไปได้ที่จะมีการเลือกตั้งตามโรดแม็ปภายในเดือนพฤศจิกายน 2561 นั้นเหลืออยู่ริบหรี่เป็นอย่างยิ่ง
จำเป็นต้องมองไปยังปี 2562 มากยิ่งขึ้น
หากสัมผัสได้จากความพยายามในการหยิบฉวยเอาสถานการณ์การตรวจจับอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดกลางทุ่งนา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา
มาขยายผลอย่างรวดเร็ว
คงแทบไม่ประหลาดใจที่จะตามมาด้วย 2 ปรากฏการณ์ที่แม้จะเป็นคนละเรื่องแต่ก็สัมพันธ์กันอย่างมิได้นัดหมาย
1 คือการหายไปอย่างรวดเร็วของกรณีบางน้ำเปรี้ยว
1 คือการเข้ามาอย่างนึกไม่ถึงในการเสนอขอแก้ไขพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ นายไพบูลย์ นิติตะวัน
พอออกมาเป็นคำสั่งที่ 53/2560 ทุกคนก็ร้อง “อ๋อ”
กรณีนี้เมื่อพรรคเพื่อไทยระบุว่าเป็นไปตาม “ทฤษฎีสมคบคิด” หลายคนอาจยังไม่เชื่อ แต่เมื่อมีเสียงสำทับดังมาจากพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนก็หายสงสัย
เพราะ นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นใครรู้ๆ กันอยู่
ยิ่ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แล้วคำว่า “รัฐบาลของเรา” ในสถานการณ์ความไม่พอใจของเกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้ยังอวลอยู่โดยรอบ
พอสัมผัสกับ “ปฏิกิริยา” ภายในพรรคประชาธิปัตย์ก็มองออก
การที่คนของพรรคประชาธิปัตย์ออกมาระบุว่า มีคนทรยศบางคนทำตัวเป็น “นกต่อ” ทางการเมืองให้กับผู้มีอำนาจ สะท้อนว่าเหลืออดต่อความเลวร้ายของสถานการณ์
ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ
คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 สะท้อนมาตรการ “รุก” ในทางการเมืองโดยมีพรรคการเมืองเดิมเป็นเป้าหมายอย่างแน่นอน
พรรคการเมืองเก่าจึงอยู่ในลักษณะ “ตั้งรับ”
การรุกจะดำเนินไปอย่างคึกคักมากเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแปรลักษณะจากตั้งรับให้ไปอยู่ในสภาพ “ยัน” และรุกกลับได้รวดเร็วเพียงใด
เพราะ “การศึกมิหน่ายเล่ห์” อยู่แล้ว