เหมือนกับคำสั่งหัวหน้าคสช. ฉบับที่ 53/2560 จะเปิดทางให้กับพรรคการเมืองใหม่ แล้วพรรคการเมืองเก่าก็จะหมดหนทางอย่างสิ้นเชิง
เพราะ 2.8 ล้านสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์คงระส่ำระสาย
เพราะ 1.6 แสนสมาชิกพรรคเพื่อไทยคงมีสภาพเหมือนแพแตก แหลกละเอียด เดินแถวกันไปอยู่กับพรรคการเมืองใหม่โดยพร้อมเพรียงกัน
นั่นอาจเป็นความคิดในลักษณะ “ฝันหวาน”
การทบทวนสมาชิกภาพเพียง 500 คนในขั้นต้นของพรรคการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ อย่างพรรคเพื่อไทย มิได้เป็นเรื่องเหลือบ่ากว่าแรง
คำถามก็คือ แล้วทำไมต้อง “โวย”
คำตอบที่ตรงเป้าอย่างที่สุดก็คือ นี่เป็นธรรมชาติและความจริงแท้ ไม่ว่าจะพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะพรรคเพื่อไทย
เรียกให้หะรูหะราก็ต้องว่าเป็น “อุดมการณ์”
เพราะเห็นอย่างเด่นชัดว่ารากฐานแห่งคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 มีความเป็นมาอย่างไร นี่ย่อมเป็นโอกาสอันงดงามอย่างยิ่ง
ไม่ว่าจะทำตามการเคลื่อนไหวของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ไม่ว่าจะทำตามการเคลื่อนไหวของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ทั้งหมดนี้ล้วนดำเนินไปในกระสวนแห่งคำพังเพยไทยแท้แต่โบราณ
ยิ้มเห็นแก้ม แย้มเห็นไรฟัน
ไม่เพียงมองเห็นแก้ม มองเห็นไรฟันของคสช. หากแต่ที่สำคัญเป็นอย่างมากยังมองทะลุไปถึงอุปสรรคและปัญหาที่พันธมิตรของคสช.กำลังประสบ
ลำพังจะหาสมาชิกให้ครบตามเป้าก็เหน็ดเหนื่อย
จึงไม่เพียงแต่ไม่ยอมปลดล็อกจากคำสั่งหัวหน้าคสช. ฉบับที่ 57/2557 อันส่งผลให้พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 กลายเป็น “หมัน” ไปโดยพื้นฐาน
หากแต่ยังออกคำสั่งหัวหน้าคสช. ฉบับที่ 53/2560 ตามมาอีก
หากให้ความเกื้อหนุนกันในระดับนี้แล้วยังไม่สามารถเดินหน้าจดแจ้งชื่อพรรคการเมืองใหม่ได้ก็อาจจะมีคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับใหม่ภายในอีกไม่ช้า
และเป้าหมายน่าจะอยู่ที่ “ไพรมารี่ โหวต”
ความดุดันของทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทยและรวมถึงพรรคชาติไทยพัฒนาต่อคำสั่งหัวหน้าคสช. ฉบับที่ 53/2560
จึงสะท้อนสายตาอันยาวไกลทางการเมือง
เชื่อได้เลยว่า ขณะที่ต่อจากนี้พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเพื่อไทย ก็พร้อมปฏิบัติตามมาตรการที่ออกมาไม่ว่าเดือนมีนาคม ไม่ว่าเดือนเมษายน
คำถามอยู่ที่ว่า “พรรคทหาร” มีความพร้อมหรือไม่