ยิ่งสถานการณ์ “ร้อนแรง” นิยามต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยิ่งคมชัด
เป็นความคมชัดที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นว่าเป็นรัฐบาลที่ดำรงอยู่ใต้ “อำนาจพิเศษ” เป็นความคมชัดที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น เห็นว่าดำรงอยู่ใต้ “อำนาจศักดิ์สิทธิ์”
เป็นความศักดิ์สิทธิ์จากการเป็นคนดีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เป็นอำนาจพิเศษในทางการเมืองอันทำให้การดำรงอยู่ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แตกต่างไปจากรัฐบาลอย่างธรรมดาปกติ
ตรงนี้แหละที่เร้าความสนใจเป็นอย่างสูง
การดำรงอยู่มาได้จนเหยียบบาทก้าวเข้าสู่ปีที่ 8 ถือได้ว่านอกเหนือความคาดหมาย
ไม่เพียงเพราะพรรคพลังประชารัฐได้รับเลือกเข้ามาด้วย 116 ส.ส. น้อยกว่าจำนวน 136 ส.ส.ที่พรรคเพื่อไทยได้มาเมื่อเดือนมีนาคม 2562
หากแต่มีหลายสถานการณ์สร้างความระทึกใจ
ตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ ก็คือ การเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเดือนกรกฎาคม 2562 ก็เห็นกันอย่างเด่นชัดว่ามีความ ผิดพลาด
แต่ก็ดำรงคงอยู่มาได้จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2565
ตรงนี้แหละที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น ยอมรับว่า ได้รับการคุ้มครองจาก “สิ่งศักดิ์สิทธิ์”
เป็นความศักดิ์สิทธิ์จากรากฐานที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำงานอย่างแข็งขัน ทำงานอย่างโปร่งใส ไม่มีการทุจริตและคอร์รัปชั่น
กลายเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มองทะลุว่าลักษณะพิเศษที่คุ้มครอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือกฎกติกาอันกำหนดผ่าน “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560”
ทำให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่างออกไป
กระนั้น กฎกติกาจาก “รัฐธรรมนูญ” ก็ดำเนินไปในแบบ “ดาบสองคม” ในทางการเมือง
ก็จากรัฐธรรมนูญมิใช่หรือที่นำไปสู่การเลือกตั้งที่ บิดเบี้ยว เกิดบัตรเขย่ง ทำให้แม้คนที่ได้เพียง 3 หมื่นคะแนนก็ได้เป็น ส.ส.มายกมือให้
และพรรคเล็กนั่นแหละที่กลายเป็นหอก ทิ่มแทงรัฐบาล