กรณีของ โวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนเป็น “บทเรียน” อันดียิ่งของ “การต่อสู้”
แรกที่ วลาดิมีร์ ปูติน ใช้อำนาจประธานาธิบดี ส่งกำลังรบบุกเข้าไปเพื่อยึดครองยูเครน บรรดา “เกจิ” ทางการเมืองมอง โวโลดิมีร์ เซเลนสกี อย่างสมเพช
เห็นเป็น “ตัวตลก” สรุปว่าเป็น “ไอ้โง่” ชักศึก เข้าบ้าน
เพราะหากไม่โง่ก็คงไม่พยายามปลีกตัวออกต่างหากไปจากรัสเซีย เพราะหากอยู่เป็นก็ควรจะสยบยอมกับรัสเซียความสงบจึงจะบังเกิดกับยูเครน
นี่ก็เพราะโง่ อยู่ไม่เป็นจึงสร้างความเดือดร้อน
บทสรุปเช่นนี้อาจจะมาจากทางด้านของรัสเซีย แต่มิใช่จากยูเครนอย่างแน่นอน
เพราะพลันที่ โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ไม่ยอมรับต่อ “คำขาด” จาก วลาดิมีร์ ปูติน ประชาชนกว่าร้อยละ 90 ของยูเครนก็พร้อมยืนหยัดสู้ตายด้วย
กลายเป็น “กระแส” กลายเป็น “พลานุภาพ”
สร้างความสะเทือนใจให้กับนานาอารยประเทศที่รับไม่ได้กับอาชญากรรมของรัสเซียตามคำบัญชาของ ปูตินที่ย่ำยีทำร้ายต่อประเทศยูเครนและคนยูเครน
เกิดแนวรบ “ต้าน” รัสเซีย “ประณาม” ปูติน ขึ้นทั่วโลก
ภาพของ “ตัวตลก” จึงกลายเป็น “วีรชน” ภาพของนักรบจึงกลายเป็น “ตัวตลก”
นั่นคือ อุปมาที่เคยใช้กับ โวโลดิมีร์ เซเลนสกี เกิดการแปรเปลี่ยน นั่นคือ อุปมาที่เคยใช้กับ วลาดิมีร์ ปูติน ก็เกิดการแปรเปลี่ยน
เข้ากับแนวทางที่เคยใช้กันมาอย่างยาวนาน
นั่นคือ เมื่อเป็นการต่อสู้ในแนวทางอันชอบธรรมก็ย่อมมีคนสนับสนุน เห็นด้วย นั่นคือ เมื่อเป็นการต่อสู้ในแนวทางไม่ชอบธรรมก็ย่อมมีคนคัดค้านถอยห่าง
ตัวตลกจึงกลายเป็น “นักรบ” ขึ้นมาในสายตาของ “ชาวโลก”
ไม่ว่าตัว วลาดิมีร์ ปูติน ไม่ว่ากลุ่มคนที่เคยยกย่องเชียร์ต่อ วลาดิมีร์ ปูติน
สมควรเก็บรับปรากฏการณ์ครั้งนี้มาเป็น “บทเรียน” ไม่เพียงแต่ในทาง “ความคิด” หาก ที่สำคัญก็คือ การแปรเปลี่ยนพลิกผันในทางความคิดอย่างรวดเร็ว
จากการปะทะระหว่าง “โลกเก่า” กับ “โลกใหม่” ในปัจจุบัน