วิเคราะห์การเมือง

หากเทียบกับ “ปฎิญญา นิวยอร์ก” และ “ปฎิญญา โตเกียว” ต้องยอมรับว่า “ปฎิญญา ทำเนียบขาว” ดำรงอยู่อย่างจำหลักหนักแน่นมากกว่า

เพราะอย่างน้อยก็มีอีก 2 หลักยึดสำคัญ

หลักยึด 1 ก็คือ คำประกาศที่ทำเนียบรัฐบาลว่าจะประกาศเรื่องการเลือกตั้งในเดือนมิถุนายน และการเลือกตั้งจะต้องมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2561

หลักยึดนี้ดำเนินไปตามหลักยึด 1 ซึ่งสำคัญ คือ “รัฐธรรมนูญ”

ดังนั้น ไม่ว่าจะปรากฏ “คำขู่” ในลักษณะ “ป้องปราม” ออกมาอย่างไรในทำนองว่า หากสถานการณ์ยังเกิดความไม่สงบเรียบร้อยอาจไม่มี “การเลือกตั้ง”

กลับดูเหมือนว่าจะมีคนออกมา “ท้าทาย”

การไปประกาศที่โตเกียวอาจกระทำต่อหน้า นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น การไปประกาศที่นิวยอร์ก อาจจะทำต่อหน้าประมุขนานาชาติ

แต่ก็เลื่อนมาแล้ว

นั่นอาจเป็นเพราะว่ายังเป็นปี 2558 ยังเป็นปี 2559 ระยะเวลาหลังรัฐประหารผ่านมาเพียง 2 ปียังอยู่ในระยะตระเตรียม จัดระบบ

อย่างที่ชอบพูดกันว่า “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”

กระนั้น หลังจากการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานคณะกรรมาธิการเมื่อเดือนกันยายน 2558 ผู้คนก็เริ่มจะสำเหนียกจากปากของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เอง

“เขาอยากอยู่ยาว”

จากเดือนกันยายน 2558 มายังเดือนกันยายน 2559 และมายังเดือนกันยายน 2560 บทสรุปของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เริ่มสะท้อนความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

แต่ก็มิได้หมายความว่าจะ “ยื้อ” อย่างไม่มีกำหนด

อย่างน้อยรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 และประกาศบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2560 ก็มีบทบัญญัติอย่างแจ่มชัดในสิ่งที่เรียกว่า “โรดแม็ป”

คือ เลือกตั้งภายในเดือนพฤศจิกายน 2561

นี่คือสิ่งที่ผ่านการคั้นกลั่นกรองมาแล้วโดยกระบวนการ “แม่น้ำ 5 สาย” และอยู่ในความรับผิดชอบโดยตรงของ “คสช.”

หากทำไม่ได้ตาม “บทบัญญัติ” คสช.ก็ต้องรับผิดชอบ

ยิ่งได้รับการกดดันซ้ำจาก 1 เมื่อเดินทางไปเยือน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาว และ 1 แถลงการณ์ของรัฐมนตรีต่างประเทศแห่งสหภาพยุโรป

ทุกอย่างถือเอาเดือนพฤศจิกายน 2561

สถานการณ์อย่างนี้หากมีอะไรบิดพลิ้วแม้แต่น้อย สังคมคงต้องเรียกร้องความรับผิดชอบจาก “คสช.” อย่างเข้มแข็งและจริงจัง

โดยเฉพาะจากเหล่า “กองหนุน” ของคสช.เอง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน