แม้บางส่วนของพรรคประชาธิปัตย์อาจจะโน้มเอียงไปในทางสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะที่เคยเป็นพันธมิตรก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

แต่กล่าวสำหรับกลุ่ม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แจ่มชัด

แจ่มชัดว่าปฏิเสธนายกรัฐมนตรีที่มาจาก “คนนอก” ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งของประชาชน อันเท่ากับเป็นการปฏิเสธ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยพื้นฐาน

ตรงนี้ทำให้มายืนอยู่ในแนวเดียวกับ “พรรคเพื่อไทย”

เพราะพรรคเพื่อไทยแสดงออกอย่างแจ่มชัด ไม่เคยแปรเปลี่ยนมาตลอด 3 ปีกว่าของการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า คัดค้านนายกรัฐมนตรี “คนนอก”

จุดร่วมนี้ทำให้ “ประชาธิปัตย์” เข้าใกล้ “เพื่อไทย” มากขึ้น

จุดร่วมนี้ส่งผลให้ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยมี “สินทรัพย์” ในทางการเมืองร่วมกันและเป็นอย่างเดียวกันไปโดยอัตโนมัติ

นั่นก็คือ การต้านนายกรัฐมนตรี “คนนอก”

ในอีกด้านหนึ่งจึงเท่ากับเป็นการต้านการสืบทอดอำนาจหรือการจะเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกคำรบหนึ่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปโดยพื้นฐาน

ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลายเป็นเป้า

เป็นอันเชื่อได้เลยว่า ประเด็น 1 อันเป็นเรื่องสำคัญร่วมระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยก็คือ จะต้องกระหน่ำไปยังบทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

ปลายหอกพุ่งตรงไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

คะแนนและความนิยมไม่ว่าจะมองจากทางด้านพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะมองจากทางด้านพรรคเพื่อไทยจึงขึ้นอยู่กับผลงานและความสำเร็จของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ถามว่าในทางการเมืองเป็นอย่างไร

ถามว่าในทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างไร ที่สำคัญเป็นอย่างมากก็คือ ชาวบ้านพอใจหรือไม่ เงินในกระเป๋าของชาวบ้านมีมากขึ้น หรือว่าหดหายไป

อย่างนี้ “โจมตี” อย่างด้านเดียวไม่ได้

ตรงกันข้าม ระยะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาหลังทำรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 กระทั่งถึงก่อนเดือนพฤศจิกายน 2561 นั่นแหละจะเป็นคำตอบ

ขณะเดียวกัน เมื่อกล่าวถึงผลงานและความสำเร็จของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องกล่าวถึง “รัฐประหาร”

เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มากับ “รัฐประหาร”

เพราะจากเดือนพฤษภาคม 2557 จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2561 เป็นเวลา 4 ปีเศษ การบริหารราชการแผ่นดินอยู่ใต้ร่มเงาแห่งรัฐประหารและกฎหมายพิเศษ อำนาจพิเศษ

เห็นกันจะจะ ผ่านผลการเลือกตั้ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน