อาจเพราะเห็นว่า การส่ง ส.ค.ส.ว่าด้วย “กองหนุน” ถดถอยอันมาจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม เป็นเหมือนกับ “คำชม”
จึงตามมาด้วยการเคลื่อนไหวที่คึกคัก
ไม่เพียงแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเน้นแนวทาง “ประชารัฐ” เป็นแนวทางในการสร้างและขยาย “กองหนุน” ให้กว้างขวาง ลึกซึ้งในขอบเขตทั่วประเทศ
หากแต่ยังเปล่งคำ “ผมเป็นนักการเมือง”
หากแต่แสดงความมั่นใจมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับในการขานรับนายกรัฐมนตรี “คนนอก” ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560
เพราะถ้าไม่มั่นใจคงไม่อ้าขาผวาปีกถึงขั้นนี้
ยิ่งคสช.เห็นว่า ส.ค.ส.ว่าด้วย “กองหนุน” จากปาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นเหมือน “คำชม” เป็นการให้กำลังใจในวาระดิถีขึ้นปีใหม่
ยิ่งทำให้เห็นในความลึกซึ้งของ “ป๋า”
ไม่ผิดพลาดเลยที่มีการตั้งสมญานาม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในห้วงที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีว่า
“เตมีย์ใบ้”
เพราะว่าเป็นคนพูดน้อย ไม่ว่าจะในการให้สัมภาษณ์ ไม่ว่าจะในการปาฐกถา ก็มักจะเอ่ยแต่เพียงเนื้อหาอันเป็นประเด็นสำคัญ
กับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไม่เคยมีคำว่า “พล่าม”
โบราณเปรียบเทียบบุคคลประเภท “พล่าม” ว่า ดำเนินไปในแบบ “น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง” ขณะที่กล่าวสำหรับคนพูดน้อย พูดแต่ที่สำคัญ
โดยอุปมาวาจาเป็นเหมือน “ทองคำ”
การพูดอะไรของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2531 ที่ว่า “ผมพอแล้ว” หรือเมื่อเดือนสิงหาคม 2549 ที่ว่าด้วยนิยามแห่ง “จ๊อกกี้” ในทางการเมือง
ล้วนมีผลสะเทือน และเกิดอาการกระเพื่อม
เช่นเดียวกับเมื่อปล่อยคำว่า “กองหนุน” ต่อหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็มีผลตามมาอย่างมากมาย
โดยเฉพาะจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ไม่มีใครรู้ว่าเจตนารมณ์แท้ๆ ที่เสนอคำว่า “กองหนุน” ออกมาของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ความหมายอย่างแท้จริงคืออะไร
แต่ไม่น่าจะเป็น “ทหาร” กองหนุนอย่างแน่นอน
เพราะเน้นอย่างหนักแน่นและจริงจังว่า “ตู่ใช้กองหนุนไปเกือบหมดแล้ว แทบจะไม่มีกองหนุนเหลืออยู่แล้ว”
จะเน้นไปยัง “ประชารัฐ” หรือไม่ จึงน่าสงสัย