นับวันกรณีการครอบครองนาฬิกา “หรู” ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะกลายเป็นประเด็นและแตกประเด็นพัฒนาขยายตัวไปเป็นลำดับ
ไม่เพียงเพราะเพิ่มจาก 1 เป็นกว่า 20
ไม่เพียงเพราะท่าทีในแบบ “เต่าใหญ่ไข่กลบ” ในหลายระดับ ตั้งแต่ระดับ “รัฐบาล” กระทั่งระดับองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช.
การออกมาเคลื่อนไหวของ “นักร้อง” บางคนเป็นเหมือน “สายล่อฟ้า”
ไม่ว่าจะมาจาก นายศรีสุวรรณ จรรยา ไม่ว่าจะมาจาก นายวีระ สมความคิด ไม่ว่าจะมาจาก นายเอกชัย หงส์กังวาน
การพยายามสกัดจาก “ตำรวจ” จะกลายเป็น “ปัญหา”
หากมองจากคสช. หากมองจากรัฐบาล เหมือนกับการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ออกสกัดขัดขวางเหมือนกับเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
แต่กรณีนาฬิกา “หรู” กลับไม่ง่ายดาย
ไม่เหมือนกับการออกพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ไปปิดปากคนอย่าง นายวัฒนา เมืองสุข หรือ ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต
ยิ่งหากงัดเอามาตรา 116 มา ยิ่งจะบานปลาย
ท่าทีอันมาจากศาลอาญาเด่นชัดอย่างยิ่งว่าเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณเตือน บางอย่างอาจทำได้ในบางเรื่อง แต่มาถึงนาฬิกา “หรู” มันให้ติดขัดไปหมด
ไม่ว่าจะจาก “ทหาร” ไม่ว่าจะจาก “ตำรวจ”
ประเด็นอันละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่งก็คือ จากเรื่องของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อาจพันถึงความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระอย่างป.ป.ช.ขึ้นได้
หาก ป.ป.ช.กำหนดมาตรการไม่เหมาะสม
จุดเปราะบางเป็นอย่างมากไม่เพียงอยู่ที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช.จะเคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีประจำรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เท่านั้น
หากความลึกลับของนาฬิกา “หรู” จะเพิ่มความสลับซับซ้อนมากขึ้น
บทบาทของเรื่องนี้มิได้มาจากป.ป.ช.ก็เป็นจุดอ่อนอย่างยิ่งแล้ว การที่ ป.ป.ช.ไม่ยอมขยับขับเคลื่อนตรงกันข้ามกลับรอคอยข้อมูลจาก CSI LA โดยการเผยแพร่ผ่านโซเชี่ยล มีเดีย
ก็จะกลายเป็น “คำถาม” ต่อเจ้าของ “นาฬิกา” ถี่ยิบยิ่ง
แม้ข้อคาดหมายในทางสังคมจะมองว่าเรื่องของนาฬิกาก็จะดำเนินไปอีหรอบเดียวกับเรื่องของอุทยานราชภักดิ์ เรื่องของอโลฮา ฮาวาย หรือฝายแม่ผ่องพรรณพัฒนา
แต่โจทย์อันแหลมคมสำหรับ ป.ป.ช.มีมากกว่านั้น
นั่นก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการสอบสวน นั่นก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการวิเคราะห์ จำแนกแยกแยะ นั่นก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการจัดทำคำแถลง
จะเป็นที่ยอมรับได้ของ “สังคม” หรือไม่