คําว่า “โปลิตบูโร” ได้รับการเอ่ยอ้างผ่านกระบวนการทางการเมืองถี่ยิบขึ้น

แม้คำคำนี้จะเคยเป็นการโจมตี “ปรปักษ์” ในทางการเมืองอย่างที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยระบุในห้วงแห่งการเคลื่อนไหวแก้ไข “รัฐธรรมนูญ”

อย่างที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร เคยระบุในที่ประชุมรัฐสภา

เป้าหมายในปี 2526 เป้าหมายในปี 2535 เพื่อยืนยันการรุกเข้ามาของอดีต “คอมมิวนิสต์” ภายในกลของพรรคการเมือง

เป็นการโจมตี ทำลาย มากกว่าจะยกย่อง

ภายหลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 ความหมายก็เริ่มเปลี่ยน

ดังจะเห็นได้จากเมื่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ ปัญหาในทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะต่อ “รัฐวิสาหกิจ”

เรียกว่า “ซูเปอร์บอร์ด” ขึ้นมาเพื่อ “ปฏิรูป”

สังคมมองเห็นและฝากความเชื่อมั่นว่า “ซูเปอร์บอร์ด” ที่มีบุคคลดีเด่นจำนวนมากนี้จะสามารถ แก้ปัญหา “รัฐวิสาหกิจ” ที่หมักหมมยาวนานได้

ถึงกับเรียกอย่างยกย่องว่าเป็น “โปลิตบูโร”

พลันที่ นายคริส โปตระนันทน์ นำเอาคำว่า “โปลิตบูโร” มาใช้กับพรรคก้าวไกล

แม้ว่าจะเป็นการพูดในฐานะที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่และดำรงอยู่กระทั่งถึงพรรคก้าวไกล

แต่ใน “น้ำเสียง” เป็นการ “โจมตี” มากกว่าจะยกย่อง

นั่นก็คือ แสดงให้เห็นว่าเพราะการดำรงอยู่ของคณะบุคคลอันเรียกว่า “โปลิตบูโร” ในพรรคก้าวไกลนั้นเองจึงจำเป็นต้องแยกตัวออกมา

ท่าทีเช่นนี้จึงท้าทายต่อฐานะพรรค ก้าวไกลอย่างแหลมคม

ยิ่งพรรคก้าวไกลอยู่ในความนิ่ง ยิ่งทำให้คำว่า “โปลิตบูโร” กลายเป็นประเด็นการเมือง

เท่ากับเป็นการเน้นให้เห็นลักษณะ “สุดโต่ง” ของพรรคก้าวไกล เท่ากับเป็นการเน้นให้สังคมได้พิจารณาพรรคก้าวไกลอีกครั้งอย่างจริงจัง

หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์พรรคก้าวไกล

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน