สถานการณ์ 14 กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทน์ปี 2561 แตกต่างไปจากสถานการณ์ 14 กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทน์ ปี 2560

แตกต่างอย่าง “หน้ามือ” กับ “หลังมือ”

คงจำกันได้ว่า สถานการณ์ 14 กุมภาพันธ์ ปี 2560 กระหึ่มด้วยบรรยากาศแห่งการปรองดอง สมานฉันท์ คณะกรรมการกำหนดเป็นวัน “คิกออฟ”

โดยมี “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ถือธงนำ

จากฝีมือนักการตลาดระดับ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ มากด้วยความคึกคัก มากด้วยความเข้มข้น แทบทุก พาดหัวหนังสือพิมพ์

เปี่ยมด้วยความหวังในความสำเร็จ

ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองจากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองจากพรรคชาติไทยพัฒนา

ต่างฝากความหวังไว้กับ “พี่ใหญ่”

ในเมื่อ “พี่ใหญ่” ระดับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ถือธงนำย่อมประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

เพราะทุกวงการต่างให้การยอมรับ นับถือ

แต่แล้ว เมื่อกระบวนการปรองดอง สมานฉันท์ เริ่มขับเคลื่อนในทางเป็นจริง ความหวังก็ค่อยๆ ริบหรี่และจางหายไปในที่สุด

ริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น “พี่ใหญ่”

มาถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2561 แทบไม่มีใครเอ่ยถึงปรองดอง สมานฉันท์ แทบไม่มีใครฝากความหวังไว้กับ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อีกแล้ว

เพราะ “พี่ใหญ่” เองก็แทบจะเอาตัวไม่รอด

พิษจาก “นาฬิกา” หรูทำเอา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ต้องตกอยู่ในสภาพ “ตั้งรับ” และ “ถอยร่น” ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง

แม้จะมีกรณี “เสือดำ” มาเป็นเหมือนกับ “ตัวช่วย”

แต่พลันที่กรณี “เสือดำ” ค่อยๆ คลี่คลายและลงตัว กรณี “นาฬิกา” หรูก็จะหวนกลับมายึดครองพื้นที่ข่าวอีกเช่นเดิม

“พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ต้องทะร่อทะแร่ต่อไป

ผลสะเทือนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็เป็นเช่นเดียวกับผลสะเทือนของคสช.และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังประสบ

นั่นก็คือ อยู่ในสถานการณ์ “ขาลง”

ไม่ว่า กรณี “นาฬิกา” หรู ไม่ว่ากรณี “ยืมเงินเพื่อน 300 ล้านบาท” ไม่ว่ากรณี “เสือดำ” ทุ่งใหญ่นเรศวรกลับถูกกวาดมารวมอยู่ในจุดเดียวกัน

“คสช.” กลายเป็น “ตำบลกระสุนตก”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน