เวทีปราศรัยที่นครราชสีมาบ่งชี้ “อนาคต” หลายอย่างในทาง “การเมือง” ได้อย่างดี
ไม่เพียงเป็นสัญญาณว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะสามารถเจาะทะลวงพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย ได้หรือไม่
เริ่มตั้งแต่ “นครราชสีมา” จนถึง “อุบลราชธานี”
ไม่จำเป็นต้องรอว่าพรรคเพื่อไทยจะมาตั้งเวที เมื่อใด ไม่จำเป็นต้องรอว่าพรรคภูมิใจไทยจะส่งเสียงคำรามเมื่อใด
เรื่องอย่างนี้ นายเสกสกล อัตถาวงศ์ น่าจะแจ้งอยู่แก่ใจ
หลังการตั้งเวทีสายตาที่ทอดมองไปยัง นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ย่อมแปลกแปร่งไป
เป็นความแปลกแปร่งในบรรยากาศแห่งการเปรียบเทียบกับเวทีอันคึกคักที่ชุมพร เป็นความแปลกแปร่งกับเวทีอันคึกคักที่นครศรีธรรมราช
ในมือ นายชุมพล จุลใส ในมือ นายธนกร วังบุญคงชนะ
คนในพรรครวมไทยสร้างชาติและโดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ย่อมมองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
มองเห็น “กึ๋น” อันมีอยู่ของ นายเสกสกล อัตถาวงศ์
ตามธรรมชาติของบุรุษยอดกตัญญูระดับ นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ย่อมคุยไว้ก่อน
คุยว่าจะเป็นเวทีอันยิ่งใหญ่อลังการ ตระเตรียมพื้นที่ เก้าอี้ขาว น้ำเงิน แดง ไว้พร้อมสรรพเพื่อรับมือกับมวลชน “เรือนแสน”
เข้ามารับฟัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปราศรัย
ไม่จำเป็นต้องนับจำนวน หากสัมผัสได้จากบรรดา “ทหารม้า” ที่ประจำการอย่างครบครัน ไม่ว่าแถวสีขาว ไม่ว่าแถวสีน้ำเงิน ไม่ว่าแถวสีแดง
ยิ่งกว่านั้น “เสียงโห่” ยิ่งบ่งบอก “ปริมาณ” ได้เป็นอย่างดี
สายตาที่ทอดมองไปยัง นายเสกสกล อัตถาวงศ์ จึงน่าจะเป็นการประเมินผลใหม่
เป็นการจัดสัดส่วนระหว่างคำคุยโว โอ้อวด กับสภาพความเป็นจริงอันปรากฏ ณ เบื้องหน้าและที่มีการบันทึกภาพไว้ครบถ้วน
เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รู้ดีอย่างที่สุด