ปรากฏการณ์ 1 ในทางการเมืองที่มากด้วยความอ่อนไหวเป็นอย่างสูง คือ ปรากฏการณ์อันสะท้อนความไม่เชื่อมั่นต่อ “โรดแม็ป” การเลือกตั้งของคสช.
ไม่เพียงแต่ไม่เชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2561
ไม่เพียงแต่ไม่เชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2562 ไม่ว่าจะเป็นเดือนกุมภาพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นเดือนมิถุนายน
หากแต่เชื่อมากยิ่งขึ้นว่า อาจไม่มี “เลือกตั้ง”
ความไม่เชื่อนี้มิได้เป็นเพราะการเลื่อนแล้วเลื่อนอีกของ “โรดแม็ป” ที่กำหนดโดยคสช. หากแต่ยังมาจากความคิดพื้นฐานของคสช.ต่อการเลือกตั้งที่ยากจะแก้ไขได้อย่างง่ายดาย
นั่นก็คือ ความคิดที่ว่าหากเลือกตั้งเมื่อใดก็ “แพ้”
ต้องยอมรับว่าพื้นฐานสำคัญอันก่อให้เกิดสถานการณ์รัฐประหาร ไม่ว่าจะเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าจะเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
1 มาจากคนที่ “แพ้” ต่อ “การเลือกตั้ง”
ขณะเดียวกัน 1 มาจากคนที่คิดว่ากระบวนการ “รัฐประหาร” จะสามารถแปรความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งให้กลายเป็นชัยชนะได้
จึงได้มีการไล่ต้อน “ปรปักษ์” ทางการเมืองอย่างดุเดือด
เมื่อเห็นว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เป็นผลดีกับอีกฝ่ายก็ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 แต่เมื่อเห็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เป็นผลดีกับอีกฝ่ายก็ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560
แต่แล้วก็ยังไม่กล้ากำหนด “วันเลือกตั้ง” ซักที
เพราะตั้งธงเอาไว้แล้วว่าความพ่ายแพ้จากการเลือกตั้งไม่ว่าเมื่อเดือนธันวาคม 2550 ไม่ว่าเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 คือ บทสรุปที่ว่า “เสียของ”
จึงเพิ่มความเข้มในการจัดการมากยิ่งขึ้น
ไม่ว่าจะผ่านคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ไม่ยอมให้ขยับให้ขับเคลื่อน ไม่ว่าจะผ่านรัฐธรรมนูญโดยมือกฎหมายอันมากด้วยความจัดเจน
แต่จนแล้วจนรอดวันเลือกตั้งก็ยังไม่แจ่มชัด
เลื่อนมาเรื่อยตั้งแต่ปี 2558 มาปี 2559 มาปี 2560 มาปี 2561 ไปยังปี 2562 แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนเป็นอย่างสูงดำรงอยู่
ความไม่แน่นอนที่ว่าก็คือ ยังไม่แน่ใจว่าจะ “ชนะ”
เหมือนกับปัญหาจะมาจากปัจจัยภายนอก คือ พรรคการเมือง แต่เอาเข้าจริงๆ ปัญหาน่าจะมาจากภายในมากกว่า
แทนที่ปรปักษ์จะเพียง 1 พรรคตอนนี้กลับเป็น 2 พรรค
นั่นก็คือ ไม่เพียงแต่กลัวต่อพรรคเพื่อไทย หากแต่มีแนวโน้มว่าความกลัวจะแพร่ระบาดไปยังพรรคประชาธิปัตย์ และอาจเป็นพรรคชาติไทยพัฒนาอีกด้วย
ความไม่แน่นอนใน “การเลือกตั้ง” จึงยังดำรงอยู่