ไม่ว่าการเสนอกรณีคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 ของพรรคการเมือง ไม่ว่าการเสนอกรณีคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ของกลุ่ม Start Up
ถือว่าเป็นการทดสอบ
รู้ๆ ทั้งรู้ว่า คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ประกาศออกมามีผลบังคับใช้ในทางกฎหมาย เป็นเครื่องมือ เป็นกระบวนการอย่างหนึ่งภายหลังการรัฐประหาร
สามารถกำราบ ปราบปรามการเคลื่อนไหวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 มาแล้ว
กระนั้น พรรคการเมืองและกลุ่มทางการเมืองก็อยากรู้ว่านอกเหนือจากกระบวนการของการรัฐประหารแล้วตุลาการจะมีการวินิจฉัยอย่างไร
เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศและบังคับใช้
สภาพที่พรรคการเมืองประสบจากคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 ในทางการเมืองก็คือ 1 ก่อให้เกิดการแก้ไขพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง
และ 1 กลายเป็น “เงื่อนไข” ใหม่
ดังจะเห็นได้จากการอ้างเหตุผลจากคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 นำไปสู่การยกร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.
ที่กระทบอย่างทันทีก็คือ การยื้อโรดแม็ปออกไปอีก 90 วัน
เจตนาที่แท้จริงของพรรคการเมืองจึงมิได้อยู่ที่ว่ามันเป็นกฎหมายหรือไม่หากแต่อยู่ที่ว่าผลสะเทือนต่อรัฐธรรมนูญ ผลสะเทือนต่อกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญมากกว่า
อยากรู้ว่าตุลาการจะ “วินิจฉัย” ออกมาอย่างไร
ยิ่งไปดูผลสะเทือนจากคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ห้ามการชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คนขึ้นไป ยิ่งมากด้วยความละเอียดอ่อน
เพราะว่ารัฐธรรมนูญเปิดกว้างในเรื่องนี้
หากว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ อย่างที่เรียกกันว่า “สันติ อหิงสา” ก็ชอบที่ประชาชนจะสามารถดำเนินการโดยชอบ
หากว่าไม่ขัดต่อพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558
แต่นี่เมื่อดูจากคำร้องทุกข์กล่าวโทษและที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหากลับไปไกลถึงระดับที่ว่าผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116
เข้าขั้นโค่นล้ม ทำลายหรือเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
หากดูจากความต้องการของพรรคการเมือง หากดูจากความต้องการของกลุ่มการเมืองอย่าง Start Up ก็ยังอยู่ในแนวทางอันเป็นโรดแม็ป คือ การเลือกตั้ง
พรรคการเมืองนั้นต้องการการเลือกตั้งอย่างแน่นอน
กลุ่มการเมืองอย่าง Start Up ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของนิสิต นักศึกษาและประชาชน ก็ต้องการเห็นการเลือกตั้งเกิดขึ้นเร็วๆ
เหตุใดความต้องการเลือกตั้งจึงกลายเป็น “อาชญากรรม” ไปได้