การนำเอา “พิน็อกคิโอ” มาเป็นเครื่องมือในการเปิดโปงและโจมตีสะท้อนให้เห็นอิทธิพลของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดได้อย่างเด่นชัดยิ่ง
เพราะนี่มาจากภาพยนตร์ของ วอลต์ ดิสนีย์
มีคนถามว่าทำไมกลุ่มคนรุ่นใหม่ไม่หยิบยกเอาเรื่องของ “เด็กเลี้ยงแกะ” มาเป็นอุปมาฉันใด อุปมัยฉันนั้นในทางการเมืองเล่า
เพราะคุ้นกับ “ชาวบ้าน” มากกว่า
กระนั้น เมื่อสืบสาวราวเรื่องไปจนถึงที่สุด “เด็กเลี้ยงแกะ” ก็มาจากนิทานอีสป อันเป็นเรื่องในทางตะวันตกเช่นเดียวกับ “พิน็อกคิโอ” นั่นเอง เพียงแต่เข้ามาในเมืองไทยก่อนเท่านั้น
ทั้งหมดนี้รวมศูนย์ไปที่ “คนโกหก”
ไม่ว่าจะเป็นคนโกหกในสังคมตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นคนโกหกในสังคมตะวันออก ผลลัพธ์ “ร่วม” ซึ่งตรงกันก็คือ ขาดความน่าเชื่อถือ
โกหกครั้งแรกก็ไม่เป็นไร แต่หลายๆ ครั้งคนก็แหยง
เด็กเลี้ยงแกะของอีสปอาจโกหกครั้งเดียว แต่เมื่อประสบกับเรื่องจริง คือ หมาป่ามาจริง ร้องตะโกนบอกชาวบ้านอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อ
เพราะคิดว่าโกหก ผลก็คือ ต้องสูญเสียแกะ
แต่กรณีของพิน็อกคิโอรุนแรงและลึกซึ้งมากกว่า เพราะโกหกครั้งหนึ่งจมูกก็ยาวออกนิดหนึ่ง ยิ่งโกหกจมูกยิ่งยื่นยาวออกมา
เท่ากับเป็นการประจาน เท่ากับบอกให้ชาวบ้านรู้
ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 เป้าหมายการโจมตีพุ่งไปยัง “นักการเมือง” ก่อนและหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
นักการเมืองยิ่งโดนกระหน่ำอย่างหนักหน่วง
คล้ายกับว่าต้นตอของปัญหาและความขัดแย้ง ความเลวร้ายอันกลายเป็นวิกฤตในทุกวันนี้มีต้นตอมาจาก “นักการเมือง”
บรรดา “นักรัฐประหาร” เหมือนกับเป็น “อัศวินขี่ม้าขาว”
ตอนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 อาจอยู่ไม่นาน แต่ในรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 กลับอยู่นานจนเกือบจะครบ 4 ปี
ชาวบ้านจึงรับรู้ว่า “นักรัฐประหาร” ก็ “จมูกยาว”
หากไม่มีรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 หากไม่มีรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ประชาชนก็คงไม่เกิดอาการอย่างที่เรียกว่า “ตาสว่าง”
นี่คือ ผลดีจาก “รัฐประหาร”
การย้อนกลับไปศึกษาบทเรียนจากนิทานอีสปเรื่อง “เด็กเลี้ยงแกะ” จึงบังเกิด การนำเอาความเลวร้ายจากกรณีของ “พิน็อกคิโอ” จึงตรงกับใจของประชาชน
นี่ล้วนเป็นชะตากรรมของ “คนโกหก” คนพูดไม่จริง