ทั้งๆ ที่เป้าหมายของการเคลื่อนไหวกลุ่ม Start Up People กับ ความต้องการของพรรคการเมือง และนักการเมืองสอดรับกันอย่างยิ่ง
นั่นก็คือ การเลือกตั้ง
แล้วเหตุใดทั้งๆ ที่แกนนำกลุ่ม Start Up People ต่างถามถึงสปิริตของบรรดานักการเมือง ไม่ว่าจะจากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะจากพรรคประชาธิปัตย์
แต่ก็มีเพียง นายวัฒนา เมืองสุข เท่านั้นที่ไปเยี่ยมเยียน
ทางด้านพรรคประชาธิปัตย์อาจไม่แถลงว่าเหตุใดไม่ไป ขณะที่ทางด้านพรรคเพื่อไทยแสดงออกเด่นชัดว่าหากเข้าไปร่วมเมื่อใดก็จะทำให้พลังของ Start Up People ถูกเพ่งเล็ง
การเคลื่อนไหวจึงยังอยู่ “หลักร้อย”
ต้องยอมรับว่ามาตรการ “เข้ม” ที่คสช.กำราบปราบปรามตั้งแต่หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ต่อกลุ่มทางการเมืองประสบความสำเร็จ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2557 และฉบับที่ 3/2558
นั่นก็คือ การห้ามพรรคการเมืองเคลื่อนไหว นั่นก็คือ การห้ามไม่ให้มีการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองเกิน 5 คน
จากนั้นก็เปิดปฏิบัติการเล่นงาน “คนเสื้อแดง”
แม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของ “คนรุ่นใหม่” ที่แทบไม่มีอะไรสัมพันธ์กับคนเสื้อแดง ไม่มีอะไรสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทยก็ถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง
เท่ากับแยก “พรรคการเมือง” ออกจาก “การเคลื่อนไหว”
จึงไม่เพียงแต่ นปช.หรือคนเสื้อแดงเท่านั้นที่ดำรงอยู่ในฐานที่ตั้งอย่างเงียบเชียบ หากแม้กระทั่งพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย หรือแม้กระทั่งกปปส. ก็หมดบทบาท
สถานการณ์แบบก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ไม่ปรากฏ
สถานการณ์แบบก่อนรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 ไม่ว่าจะซีกทางด้านเป่านกหวีด ซีกทางด้านตีนตบก็ไม่เหลืออยู่
เกิดความสงบอย่างชนิดที่เรียกว่า “ราบคาบ” กันถ้วนหน้า
จะมีอยู่บ้างก็เพียงแต่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ที่ออกมาแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ แต่ก็ไม่ส่งผลสะเทือนอะไรมากนักต่อคสช.และรัฐบาล
จนมาถึง Start Up People
ปรากฏการณ์ที่คสช.ใช้ไม้แข็งต่อการเคลื่อนไหวเช่นนี้ทำให้สถานการณ์หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 แตกต่างไปจากอดีต
โดยเฉพาะอดีตเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535
แม้พรรคประชาธิปัตย์จะเคยเข้าไปแตะในสถานการณ์ก่อนรัฐประหารปี 2549 และลุยมากยิ่งขึ้นในสถานการณ์ก่อนรัฐประหารปี 2557
แต่ครั้งนี้ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย มองดูอยู่ห่างๆ อย่างเดียว