โดยหลักการแล้ว เวที “แถลงนโยบาย” น่าจะเป็นเวทีของ “รัฐบาล” ของพรรคเพื่อไทย
เนื่องจาก “นโยบาย” คือ พิมพ์เขียวอย่างสำคัญที่รัฐบาลประกาศให้รับรู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปทั้งในระยะ “สั้น” 1 ปีข้างหน้า และระยะ “ยาว” ใน 4 ปี
นี่ย่อมเป็น “โอกาส” นี่ย่อมเป็น “เงื่อนไข”
เป็นเงื่อนไขที่พรรคเพื่อไทยจะแสดงให้เห็นฝีมือและความสามารถจากการก้าวข้าม “ความขัดแย้ง” เพื่อบรรลุเป้าหมายแห่ง “รัฐบาลพิเศษ”
ภายใต้การนำของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี
หากสังเกตจากท่าทีและการเคลื่อนไหวจากปีกทางด้าน “รัฐบาล” กลับไม่เป็นเช่นนั้น
ไม่ว่าจะมาจากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะมาจากพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะมาจากพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าจะมาจากพรรครวมไทยสร้างชาติ
กลับดำเนินไปในลักษณะ “ป้องปราม”
นั่นก็เห็นได้จากการชี้ให้เห็นจุดต่างว่าการ “แถลงนโยบาย” มิใช่เวทีแห่งการดำเนินญัตติ “ขอเปิดอภิปรายทั่วไป” เพื่อลงมติ “ไม่ไว้วางใจ”
เป็นเสียงสำทับตรงไปยังพรรคก้าวไกล
ต้องยอมรับว่า บรรยากาศของการจัดตั้ง “รัฐบาลพิเศษ” เป็นมูลเชื้อสำคัญการเมือง
เนื่องจากทุกจังหวะก้าวนับแต่ความล้มเหลวของการจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคที่มีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำมากด้วยความสลับซับซ้อน ย้อนยอกทางการเมือง
ส่งผลให้ “ฝ่ายค้าน” ถูกแปรเป็น “ฝ่ายแค้น”
การตรวจสอบระหว่างคำประกาศในห้วง “หาเสียง” ก่อนเดือนพฤษภาคม กับที่ปรากฏใน “นโยบาย” เดือนกันยายนจึงมีความร้อนแรง แหลมคม
กลายเป็นศึกระหว่าง “เพื่อไทย” กับ “ก้าวไกล”
ทุกความคาดหมายในที่สุดแล้วก็จะชี้ขาดอยู่ที่การปฏิบัติในวันที่ 11 กันยายน
นั่นก็คือ ท่าทีและความจริงจังของ “รัฐบาล” นั่นก็คือ ท่าทีและความจริงจังของ “ฝ่ายค้าน” ว่าเมื่อลงลึกไปในรายละเอียดแล้วจะดำเนินไปอย่างไร
“เพื่อไทย” จึงถูกเฝ้ามอง “ก้าวไกล” จึงถูกจับตา