เหมือนกับการออกโรงของพรรคมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะมีเป้าหมายแจ่มชัด
นั่นก็คือ มาต่อสู้กับพรรคเพื่อไทย
แต่พลันที่หัวหน้าพรรคตัวแฝง 1 คือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ 1 คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้ความต้องการโดยพื้นฐานจะยังเป็นพรรคเพื่อไทย
กระนั้น ผลข้างเคียงกลับเป็นพรรคประชาธิปัตย์
ยิ่งกว่านั้น ทำไปทำมานอกจากพรรคมวลมหาประชาชนฯ จะไม่สามารถสร้างแรงสะเทือนให้กับพรรคเพื่อไทยได้แล้ว แรงสะเทือนอันหนักหน่วงรุนแรงก็ยังเป็นพรรคประชาธิปัตย์อยู่นั่นเอง
เพราะพื้นที่แย่งชิงคือ กทม.และภาคใต้
กทม.อาจเคยเป็นพื้นฐานของพรรคไทยรักไทยเมื่อแรกเข้าสู่เวทีการเลือกตั้งในเดือนมกราคม 2544 เพราะอาศัยบุญเก่าจากพรรคพลังธรรม
แต่ในที่สุดแล้วพรรคประชาธิปัตย์ก็กลับมายื้อแย่ง
กทม.จึงอยู่ในลักษณะเป็นการยื้อแย่ง ผลัดกันรุก ผลัดกันรับ ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคไทยรักไทยต่อเนื่องมายังพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย
และเมื่อพรรคมวลมหาประชาชนฯ ปรากฏตัว
แม้จะวางเป้าหมายอยู่ที่พรรคเพื่อไทย แต่ในที่สุดก็ต้องไปยื้อแย่งกับเพื่อนเก่าคือพรรคประชาธิปัตย์ โดยที่พรรคเพื่อไทยก็ยังรักษารากฐานของตนเอาไว้ได้
พรรคประชาธิปัตย์นั่นแหละที่จะเจ็บปวดทรมาน
ยิ่งเมื่อส่องเข้าไปในพื้นที่ภาคใต้ ยิ่งทำให้รับรู้ว่ามิใช่พรรคเพื่อไทยหรอกที่จะตกเป็นเป้าหากแต่ยังเป็นพรรคประชาธิปัตย์มากกว่า
ภาคใต้มิใช่พื้นที่ของพรรคเพื่อไทย
ตรงกันข้าม ภาคใต้คือเนื้อก้อนโตที่พรรคประชาธิปัตย์ยึดครองมาอย่างยาวนาน การจัดตั้งพรรคมวลมหาประชาชนฯ โดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงเท่ากับเป็นการเข้าไปแย่งเนื้อชิ้นนั้น
ผลก็คือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องปะทะ กับ นายชวน หลีกภัย
ปรากฏการณ์ของพรรคมวลมหาประชาชนฯ จึงดำเนินไปเหมือนกับปรากฏการณ์ของพรรคประชาชน
ผลก็คือ ย่ำแย่กันไปทั้ง 2 ฝ่าย
การประกาศตัวเป็นพรรคอันดับ 2 ของพรรคมวลมหาประชาชนฯ จึงเท่ากับเป็นการยอมรับว่าไม่สามารถทำอะไรพรรคเพื่อไทยได้
ตรงกันข้าม กลับเป็นการไปแย่งตำแหน่งจากพรรคประชาธิปัตย์
ขณะเดียวกัน เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ถูกพรรคมวลมหาประชาชนฯ ดึงแข้งดึงขาในภาคใต้อย่างหนักหนาสาหัสก็ขอให้ระวังพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างเอาไว้ให้ดี
ดีไม่ดีก็อาจจะเสร็จพรรคเพื่อไทย หรือพันธมิตรของพรรคเพื่อไทย