การเกิดขึ้นของพรรคการเมือง “เลือดใหม่” อันมาจากการผลักดันของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส่งแรงสะเทือนค่อนข้างสูง
เห็นได้จากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา
หลายคนมีความรู้สึกเหมือนกับการปรากฏของพรรคพลังธรรมในการเลือกตั้งเมื่อปี 2531 และการปรากฏของพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งเมื่อปี 2544
จะเป็นอย่างพรรคพลังธรรม จะเป็นอย่างพรรคไทยรักไทย
1 ต้องดูองค์ประกอบภายในพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องตัวบุคคล ขณะเดียวกัน 1 จะต้องดูกระแสในทางสังคมว่าจะดำเนินไปในทิศทางใด
หากถามว่ามีผลสะเทือนหรือไม่ คำตอบคือมีแน่นอน
เบื้องต้นหากว่าทั้ง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายปิยบุตร แสงกนกกุล สามารถขับเคลื่อนให้เดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น
ผลสะเทือนจะมีต่อ “มหานคร”
ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นนครราชสีมา ไม่ว่าจะเป็นขอนแก่น ไม่ว่าจะเป็นอุบลราชธานี ไม่ว่าจะเป็นนครศรีธรรมราช
เหล่านี้ล้วนเป็น “เป้าหมาย” เป็น “แรงสะเทือน”
นี่ย่อมเป็นไปเหมือนกับพรรคประชากรไทยเมื่อปี 2522 นี่ย่อมเป็นไปเหมือนพรรคพลังธรรมเมื่อปี 2531 และย่อมเป็นไปเหมือนกับพรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2544
นั่นคือก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน “เมืองใหญ่”
หากทิศทางดำเนินไปเช่นนี้พรรคการเมืองที่จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน 1 คือพรรคประชาธิปัตย์ และ 1 คือพรรคเพื่อไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ “กรุงเทพมหานคร”
เชื่อได้เลยว่าทิศทางของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ต้องการปักธงในกรุงเทพมหานคร
เพราะหากสร้างกระแสในกรุงเทพมหานครได้ย่อมมีแรงสะเทือน
เป็นแรงสะเทือนจากกรุงเทพมหานคร ไปยังนครราชสีมา ไปยังเชียงใหม่ ไปยังขอนแก่น ไปยังนครศรีธรรมราช หรือแม้กระทั่งอุบลราชธานี
บรรดาเจ้าเก่าในกทม.จึงต้องเหนื่อย
จุดเด่นเป็นอย่างมากของพรรคอันเป็นความริเริ่มของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายปิยบุตร แสงกนกกุล คือ การไม่เป็นเพียงพรรคเฉพาะกิจ เฉพาะกาล
หากแต่ดำรงความต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์อย่างรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์อย่างรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ก็จะยังดำรงพรรคอยู่ต่อไป
เท่ากับมิได้มองแต่ “ปัจจุบัน” หากมองไปยัง “อนาคต”