ยิ่งใกล้เดือนกุมภาพันธ์ 2562 มากเพียงใด ประเด็นของนายกรัฐมนตรี “คนนอก” จะยิ่งเพิ่มความรุนแรงและแหลมคมมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
นั่นคือ ประเด็น “เอา” หรือ “ไม่เอา”
ความหมายอย่างชนิดตรงตัวก็คือ จะเอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น “นายกรัฐมนตรี”
พรรคกปปส.ชัด พรรคประชาชนปฏิรูปชัด พรรคพลังธรรมใหม่ชัด
เป็นความชัดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความเหมาะสมและสมควรจะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป
ขณะเดียวกัน พรรคที่ไม่เอาก็เริ่มมีความชัดเหมือนกัน
ในบรรดาพรรคการเมืองที่ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นพรรคเพื่อไทยมีความแจ่มชัดมาตั้งแต่ต้น
พรรคประชาธิปัตย์อาจก้ำๆ กึ่งๆ แต่ก็เริ่มมีความแจ่มชัด
เป็นความแจ่มชัดหลังประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญเมื่อเดือนเมษายน 2560 เป็นความแจ่มชัดหลังประกาศและบังคับใช้พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองเมื่อเดือนตุลาคม 2560
จุดเปลี่ยนอย่างสำคัญ คือยังไม่ยอมปลดล็อกจากคำสั่งหัวหน้าคสช.
จุดเปลี่ยนอย่างสำคัญ คือการพยายามแก้ไขและปรับปรุงพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 โดยใช้มาตรา 44 เป็นเครื่องมือ
ตรงนี้แหละทำให้หลายพรรคมองคสช.แหม่งๆ
พรรคเพื่อไทยนั้นไม่เพียงแต่จะต่อต้านต่อกระบวนการรัฐประหาร ไม่ว่าเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
เพราะว่าตัวเองตกเป็นเป้าและกลายเป็นเหยื่อ
แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังมีความเพ้อฝันว่าจะได้ประโยชน์จากรัฐประหาร ไม่ว่าเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
และค่อยๆ เกิดอาการ “ตาสว่าง” มากยิ่งขึ้น
กระนั้น ก็ยังมีความเพ้อฝันลึกๆ ว่าอาจยังได้รับบริการจากคสช.เหมือนที่เคยได้รับบริการจากคมช. จนเห็นเด่นชัดว่า คสช.แตกต่างจากคมช.นั่นแหละจึงค่อยมีบทสรุปออกมา
เป็นบทสรุปที่มีความเข้มข้นน้อยกว่าเมื่อเทียบกับพรรคเพื่อไทย
ถามว่าการแปรเปลี่ยนของพรรคประชาธิปัตย์เกิดจากอะไร คำตอบก็คือ เกิดจากกระบวนการภายในของคสช.เองนั่นแหละเป็นสำคัญ
เรียกตามภาษานักเลงก็คือ คสช. “กินรวบ” ไม่ยอม “กินแบ่ง”
ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ก็มีความเฉลียวและไวต่อสถานการณ์ที่ 3 ปีผ่านมาความนิยมของคสช.ลดระดับลงกระทั่งอยู่ในภาวะ “ขาลง” ในทางการเมือง
โรค “ขาลง” นี่แหละจะเป็นอันตรายต่อ “คสช.”