มีแนวโน้มและความเป็นไปได้สูงยิ่งที่ความแจ่มชัดในท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้งหากมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2562

จะค่อยๆ เป็นทิศทางต่อพรรคการเมืองอื่น

ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังชล อันถือว่าเป็นพรรคการเมืองเก่า

อย่างน้อยสภาวะละล้าละลังก็จะค่อยๆ หมดไป

เหมือนกับสภาวะละล้าละลังอันสัมผัสได้อย่างเด่นชัดของบรรดาแกนนำ “กปปส.” ในพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่มีใครเลือกที่จะไปอยู่ในร่มธงของ “พรรคกปปส.”

เส้นแบ่งอย่างมีนัยสำคัญ คือ ตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี”

ความคึกคักที่เคยมีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังผ่านประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 อาจยังรู้สึกได้ผ่านบทบาทของพรรคประชาชนปฏิรูป

แต่ไม่แน่ว่าจะดำรงอยู่ยาวนานเพียงใด

การเดินสายของคสช.ไม่ว่าจะที่สุพรรณบุรี ไม่ว่าจะที่นครราชสีมา ไม่ว่าจะที่ชลบุรี ไม่ว่าจะที่สุโขทัย และไม่ว่าจะที่นครปฐม อาจแลดูคึกคัก

แต่ก็สะท้อน “วิธีวิทยา” ความเคยชินในแบบ “เก่า”

ความพยายามที่จะตกปลาในหนองผ่านกระบวนการ “พรรคกปปส.” หรือผ่านกระบวนการ “พรรคภูมิใจไทย” อย่างที่นินทากันอย่างฉาวโฉ่ในระยะหลังนี้ก็จะเข้าอีหรอบเดิม

อ่านได้จากท่าทีล่าสุดของ “พรรคประชาธิปัตย์”

ตอนที่ นายพิชัย รัตตกุล เสนอยุทธศาสตร์ให้พรรคการเมืองสามัคคีกันเพื่อต้านยันความพยายามสืบทอดอำนาจของคสช.ผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

มีแต่พรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่สำนองรับ เพราะเป็นท่าทีของพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว

ตรงกันข้าม พรรคการเมืองอื่นแม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์เองก็มีความเห็นตอบโต้ว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเป็นแนวคิดที่เพ้อฝัน

โดยเฉพาะหากให้พรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทย

แต่พอมาถึงตอนนี้ความโน้มเอียงในทางการเมืองก็เริ่มเด่นชัด กระแสต้านนายกรัฐมนตรี “คนนอก” เริ่มแผ่กว้าง กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์เองยังไม่เห็นด้วย

เท่ากับยืนยันว่าสังคมคิดอย่างไรกับ “คสช.”

ในความเป็นจริง ท่าทีและจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ก็เดินไปแนวทางเดียวกันกับที่พรรคเพื่อไทยประกาศและยืนยันมาตลอดนั่นเอง

ความหมายก็คือ 2 พรรคนี้กลายเป็น “พันธมิตร”

มิได้มีการจับมืออย่างแน่นอน แต่บทสรุปของทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยสอดรับและตรงกันอย่างยิ่ง

นั่นก็คือ ปฏิเสธนายกรัฐมนตรี “คนนอก”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน