วิเคราะห์การเมือง
อาการไหวเคลื่อนผ่านพรรคพลังประชารัฐ คือ ความ หวั่นไหวอันเนื่องแต่ประเด็นว่าด้วยนายกรัฐมนตรี “คนนอก” ที่ยิ่งวันยิ่งมากด้วยความแหลมคม
ไม่เพียงแต่ 1 สะท้อนว่าอาจกลายเป็น “จุดอ่อน”
หากแต่ขณะเดียวกัน 1 ซึ่งสำคัญเป็นอย่างมาก ยังเท่ากับเป็นการยอมรับมากยิ่งขึ้นว่ามิได้เป็นเรื่องง่ายดายเหมือน ในอดีต
โดยเฉพาะในยุคแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521
ในตอนนั้นหากสามารถรวบรวมเสียงจากแต่ละพรรค การเมืองเข้ามาผนวกรวมกับเสียงของสมาชิกวุฒิสภาก็ลอยลำไปได้อย่างสบาย
แต่ในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2562 อาจไม่เป็นเช่นนั้น
ก้างขวางคอใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มมิได้มาจากพรรคเล็กพรรคน้อย หากแต่มาจาก 2 พรรคใหญ่ นั่นก็คือ พรรคเพื่อไทย และ พรรคประชาธิปัตย์
แม้จะวางหมากเอาไว้แน่นหนาใน “รัฐธรรมนูญ”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระบวนการเลือกตั้งที่เคยใช้บัตร 2 ใบแยกระหว่าง ส.ส.เขต กับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ มาเป็นบัตร 1 ใบ
เป้าหมายอาจเพื่อให้ไม่มีพรรคขนาดใหญ่
แต่เมื่อ 2 พรรคขนาดใหญ่ไม่ยอมตกเป็นเป้านิ่ง ขณะที่แนวโน้มการเลือกตั้งนับแต่เดือนมกราคม 2544 เป็นการเลือกตั้งในแนวใหม่นำไปสู่การดำรงอยู่ของ 2 พรรค
เมื่อ 2 พรรคนี้ไม่ยอมรับ “คนนอก” ก็ลำบาก
หากพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ไม่เพียงแต่จะตีฝ่านายกรัฐมนตรี “คนนอก” ไปด้วยความยากลำบากเท่านั้น
หากแม้กระทั่งการจัดตั้ง “รัฐบาล” ก็จะกลายเป็น “วิกฤต”
ภายในโครงสร้างการเลือกตั้งของรัฐธรรมนูญแบบนี้ ตราบใดที่ 2 พรรคคือ พรรคเพื่อไทย กับ พรรคประชาธิปัตย์ ยังหันหน้าไปคนละทาง สร้างดาวกันคนละดวง ความยุ่งยากจะรออยู่เบื้องหน้าแน่นอน
ไม่เพียงเป็นความยุ่งยากของ 2 พรรค หากแต่ยังเป็นความยุ่งยากของคสช.ด้วย
ตอนที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญออกมาอย่างนี้ได้เคยมีคนที่หวังดี “เตือน” เอาไว้แล้วด้วยความห่วงใย แต่คสช.และ “แม่น้ำ 5 สาย” ก็ไม่ฟัง
จึงเท่ากับเป็นการเดินเข้าสู่ “วิกฤต” กันอย่างถ้วนหน้า
ยิ่งใกล้ถึงวันเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 มากเพียงใด ก็จะยิ่งมองเห็นวิกฤต มองเห็นปัญหาอันเนื่องมาแต่รัฐธรรมนูญเด่นชัดมากยิ่งขึ้น
ไม่เพียงแต่ไม่สามารถ “ปราบโกง” ได้เหมือนกับคำคุยโว
หากแม้กระทั่งคสช.เองเมื่ออยู่กับรัฐธรรมนูญนานวัน เข้าก็ยิ่งเกิดความไม่มั่นใจ โดยเฉพาะที่หมายมาดคาดหวังว่าการสืบทอดอำนาจจะดำเนินไปอย่างราบรื่นก็อาจไม่เป็นเช่นนั้น
สังคมจึงเริ่มมองหา “จำเลย” อันเนื่องแต่ “รัฐธรรมนูญ” กัน