ทั้งๆ ที่มีพรรคประชาชนปฏิรูป ทั้งๆ ที่มีพรรคพลังชาติไทย ทั้งๆ ที่มีพรรคมวลมหาประชาชน ทั้งๆ ที่มีพรรคพลังธรรมใหม่ เพื่อหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่แล้ว
ทำไมจะต้องมีพรรคพลังประชารัฐอีก
เหมือนกับมวลชนคนห้อยและโหนคสช.จะเล่นการเมืองแบบกระจัดกระจาย จะไม่ยิ่งทำให้พลังที่หนุนเสริมการสืบทอดอำนาจของคสช.ต้องมีปัญหาหรือ
ไม่หรอก
ยุทธวิธีของคสช.ดำเนินไปในแบบ “ดาวกระจาย” เพราะว่ากำลังหลักของคสช.คือ “พรรค 250 ส.ว.” มีอยู่อย่างเป็นกอบเป็นกำ
เมื่อผนวกเข้ากับพรรคเล็กพรรคน้อยก็ย่อมจะได้ชัย
ตามการประเมินของคสช. ด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ด้วยกระบวนการกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญอย่างที่เห็น
ไม่ว่ากกต. ไม่ว่าพรรคการเมือง ไม่ว่าการเลือกตั้งส.ส.
เป็นไปได้ยากเป็นอย่างยิ่งที่ผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างในกาลอดีต ไม่ว่าจะเมื่อเดือนมกราคม 2544 ไม่ว่าจะเมื่อเดือนธันวาคม 2550 ไม่ว่าจะเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554
หรือแม้กระทั่งที่พรรคไทยรักไทยจะชนะถล่มทลายในเดือนกุมภาพันธ์ 2548
พรรคการเมืองอันเป็นสาขาแยกย่อยของคสช.จะดำเนินการในลักษณะเตะสกัดขาพรรคใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย หรือแม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์
ไม่มีหรอกที่จะได้เป็นกอบเป็นกำเหมือน “พรรค 250 ส.ว.”
จากการกำหนดพิมพ์เขียวทางการเมืองโดยมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เป็นธงนำเช่นนี้จึงทำให้คสช.มีความมั่นใจสูงขึ้นเป็นลำดับ
จึงยินยอมให้ผ่านพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.
เพราะไม่เพียงแต่จะมีพรรคลูกแหล่งตีนมือที่สามารถต่อสายตรงอยู่แล้วจำนวนหนึ่ง หากแม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังตระเตรียมพรรคมวลมหาประชาชนฯ เอาไว้ประกบ
ทั้งนี้แทบไม่ต้องพูดถึงที่ ตกเบ็ด เอาไว้แล้วเสร็จสรรพ
ไม่ว่าจะเป็นที่สุพรรณบุรี ไม่ว่าจะเป็นที่นครราชสีมา ไม่ว่าจะเป็นที่ชลบุรี ไม่ว่าจะเป็นที่บุรีรัมย์ ไม่ว่าจะเป็นที่นครปฐม
ต่อให้เลือกอย่างไรพรรคเพื่อไทยก็ไม่น่าจะได้กิน 100
หากมองโลกในแบบทุ่งลาเวนเดอร์เช่นนี้การเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ก็จะต้องออกมาอย่างสดใสงามตา เป็นอย่างมาก
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแน่ๆ
กระนั้น เมื่อคสช.คิดในเรื่องพรรคการเมืองคู่แฝดมาเสริมพลังได้อย่างนี้คิดหรือว่าพรรคเพื่อไทยมิได้ตระเตรียมกลยุทธ์ในแบบนี้เอาไว้ด้วย
พรรค 1 เป็นด้านหลัก พรรค 1 เป็นด้านเสริม