การเคลื่อนไหวในลักษณะ “รวมพลคนอยากเลือกตั้ง” อาจถูกมองอย่างสบประมาท ไม่ว่าจะจากคสช. ไม่ว่าจะจากบรรดาเกจิการเมือง
บทสรุปร่วมประการหนึ่งก็คือ เห็นว่าจุดไม่ติด
พื้นฐานการสรุปอย่างนี้มาจากให้ความสนใจไปยังปริมาณของคนที่เข้าร่วมว่าเป็น “หลักร้อย” ไม่ทะยานไปถึง “หลักพัน”
ไม่ว่าจะเป็นเมื่อวันที่ 27 มกราคม ไม่ว่าจะเป็นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม
ที่สำคัญเป็นอย่างมากก็คือ เห็นว่าบรรดาคนที่ออกนำหน้าในการเคลื่อนไหวล้วนเป็นคน “หน้าเดิม” ตั้งแต่หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา โดยสังคมให้ความเห็นใจเข้าร่วมน้อยมาก
บทสรุปเช่นนี้เท่ากับมองข้ามคำว่า Start Up ไป
คําว่า Start Up ได้รับการชูอย่างเป็นพิเศษในยุคแห่ง การพัฒนาประเทศไปสู่สังคมอย่างที่เรียกกันว่า ไทยแลนด์ 4.0
สิ่งที่คนหน้าเดิมเหล่านี้ก็ดำเนินไปในแบบ Start Up
แน่นอน โดยสภาพการคุมเข้มของคสช.ซึ่งไม่เพียงแต่จะมีคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 อยู่ในมือ หากยังมีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116
ย่อมสกัดมิให้ “ประชาชน” เข้าร่วมอย่างได้ผล
บรรดาพรรคการเมืองก็ไม่กล้าขยับ เพราะถ้าขยับก็อาจถูกรุกไล่ถึงขั้นใช้มาตรการยุบพรรคอันเท่ากับเป็นการตัดตอนในทางเป็นจริง
สิ่งที่พวกเขาทำจึงเสมอเป็นเพียง Start Up
ถามว่าการเสนอประเด็น “อยากเลือกตั้ง” สอดรับกับความรู้สึกอันเป็นอารมณ์ในทางสังคมหรือไม่ หากสัมผัสกับสภาพความเป็นจริงก็ต้องยอมรับอย่างน้อยก็ผ่านการจดแจ้งกว่า 50 พรรคการเมืองใหม่
ยิ่งกว่านั้น นอกจากพวกเขาจะเรียกร้องเพื่อตอกย้ำให้ปฏิบัติตาม “โรดแม็ป” อย่างเคร่งครัด หากแต่ยังเสนอประเด็นในเรื่องบทบาทของคสช. บทบาทของรัฐบาลเมื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง
อาจไม่ถึงขั้นยุบเลิกคสช. อาจไม่ถึงขั้นมีรัฐบาลรักษาการ
แต่ถามว่าข้อเสนอเหล่านี้ดำเนินไปอย่างมีเหตุมีผล หรือไม่ เป็นไปในแบบประชาธิปไตยอารยะหรือไม่ ตรงนี้ต่างหากที่คสช.และรัฐบาลจะต้องนำไปพิจารณาขบคิด
และหาทางออกที่เหมาะสมในการปฏิบัติ
ไม่ว่าใครจะมองบทบาทของ Start Up People ด้วยท่าทีอย่างไร หมิ่นหยาม ดูแคลนว่าไม่สามารถจุดให้ติดได้ในทางการเมืองแต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่แสดงออกมีเจตนาที่ดี
อย่างน้อยการเคลื่อนไหวของพวกเขาก็ทำให้คสช.มีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น และรัฐบาลเองก็ไม่คิดทำอะไรไปตามอำเภอน้ำใจ
การเฝ้ามองและติดตามจึงทรงความหมาย