ถามว่าอะไรคือเป้าหมายของคสช. อะไรคือเป้าหมายของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 ที่ออกมาตาม “ธง” อันคสช.กำหนดไว้ในการเลือกตั้ง
พื้นฐานก็คือ การสร้างความอ่อนแอให้กับ “พรรคการเมือง”
โครงสร้างการเลือกตั้งที่เปลี่ยนจากบัตร 2 ใบระหว่าง ส.ส.ระบบเขต กับ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อก็หันมาใช้บัตรเพียง 1 ใบ
แล้วนำคะแนนจาก 1 ใบนั้นไปสู่ระบบแบ่งสันปันส่วนผสม
เป้าหมายโดยตรงก็คือ ไม่ให้เกิดสภาพเหมือนกับที่พรรคไทยรักไทยเคยได้รับเลือกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2548 หรือเหมือนกับที่พรรคเพื่อไทยเคยได้รับเลือกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554
คือ ต้องการพรรคขนาดกลาง ไม่ต้องการพรรคขนาดใหญ่
ต้องยอมรับว่ายุทธศาสตร์เช่นนี้ของคสช.เป็นยุทธศาสตร์ใหญ่ในการสร้างภูมิทัศน์ใหม่ในทางการเมืองที่ไม่อยากให้พรรคใดเข้มแข็ง เกรียงไกรอย่างเบ็ดเสร็จ
ต้องการเพียงพรรคขนาดกลาง และพรรคขนาดเล็ก
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ซึ่งอยู่ในกระบวนการของคสช.อย่างเบ็ดเสร็จจึงเหลือเพียง “พรรคคสช.” เท่านั้นที่เป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่
นั่นก็คือ มี ส.ว.อยู่ในมือจำนวน 250 คน
ยุทธศาสตร์นี้เท่ากับทำลายภูมิทัศน์ในทางการเมืองอันเกิดขึ้นมาจากพื้นฐานแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ให้แตกแหลกกระจาย
นี่จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่มีความท้าทายและแหลมคม
กระบวนการเลือกตั้งอันเกิดจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และจากการปรากฏขึ้นของพรรคไทยรักไทยจากที่เห็นเมื่อเดือนมกราคม 2544
นั่นก็คือ มีพรรคใหญ่ 2 พรรค 1 ไทยรักไทย 1 ประชาธิปัตย์
พรรคเก่าอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติไทย พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล หรือพรรคภูมิใจไทยในภายหลัง ดำเนินไปในแบบพรรคระดับจังหวัด
พรรคชาติไทยคือพรรคสุพรรณบุรี พรรคพลังชลคือพรรคชลบุรี
ผ่านการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ยิ่งเห็นได้ชัด ผ่านการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2550 และผ่านการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 ยิ่งเห็นได้ชัด
การเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จึงท้าทายอย่างยิ่ง
หากยุทธศาสตร์ของคสช.ประสบความสำเร็จ สามารถทุบพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ให้กลายเป็นพรรคขนาดกลาง นั่นหมายถึงชัยชนะ
เป็นชัยชนะที่คสช. กุม “250 ส.ว.” อยู่ในกำมือ
จากนั้นก็เสาะหา ส.ส.จากแต่ละพรรครวบรวมให้ได้ 250 แล้วนำไปสู่การเชิญ “คนนอก” เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็น “นายกรัฐมนตรี”
นั่นก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้น