ต้องยอมรับว่า การแถลงของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ต่อข่าวการจัดตั้งพรรคการเมืองที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีลักษณะ “เปิดกว้าง” มากยิ่งขึ้น
บางคนอาจมองไปยัง “แรงดึง” จากภายนอก
1 เป็นปัจจัยอันมาจากพลังของ นายสุชาติ ตันเจริญ ประสานเข้ากับพลังของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งมีความเคารพและเชื่อมั่น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์
1 เป็นปัจจัยอันมาจากพลัง “กปปส.” ภายในพรรคประชาธิปัตย์
ตรงนี้เองที่ทำให้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ต้องแถลงค่อนข้างยาวอันเกี่ยวกับพรรคการเมืองซึ่งจะสนับสนุนการสืบทอดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
อย่างน้อยก็ยอมรับว่ามีเพื่อนใน “เครือข่าย” เข้าไปมีส่วนร่วม
ยังไม่มีใครสามารถตอบและอธิบายได้ว่าพรรคการเมืองที่ว่านี้จะเผยโฉมออกมาในรูปแบบและโครงสร้างอย่างไร
เพียงแต่จับ “สภาพ” กว้างๆ
เป็นการจับจากความมุ่งมั่นและความหวังอันเคยออกมาจากปาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ว่าอาจจะสัมพันธ์กับพื้นฐานของ “มวลมหาประชาชน”
เป็นการจับจากแนวทางอัน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เปรยถึง
กระนั้น ความสงสัยก็ยังไม่แจ่มชัดว่าจะเป็นไปในทางแบบ “มวลมหาประชาชน” หรือว่าเป็นไปในทางแบบ นายสุชาติ ตันเจริญ
จำเป็นต้องติดตามก้าวต่อไป
ความจริงหากติดตามรายละเอียดอันปรากฏผ่าน “ครม.สัญจร” ในแต่ละนัดก็พอจะปะติดปะต่อภาพในทางการเมืองออกมาได้
เป็นภาพการไปเยือนนครปฐมพบตระกูลสะสมทรัพย์
เป็นภาพการไปเยือนชลบุรีและออกมาในเชิงผ่อนปรนให้กับกรณีของกำนันคนดังแห่งภาคตะวันออก
เป็นภาพการไปเยือนสุโขทัย
และที่สุดก็เป็นการปล่อยข่าวออกมาอย่างมากด้วยสีสันถึงสันถวมิตรอันสนิทสนมระหว่าง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กับ นายสุชาติ ตันเจริญ
นี่แหละคือฐานอันเป็นเหมือนกระดานหกทางการเมือง
ไม่ว่ากระบวนการสืบทอดอำนาจของคสช.โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะดำเนินไปอย่างไร แต่ในที่สุดก็จำเป็นต้องมี “พรรคการเมือง” รองรับ
เพียงแต่รูปโฉมจะออกมาอย่างไร
ออกมาเหมือนกับที่ปรากฏผ่าน “บันได 4 ขั้นของคมช.” หรือออกมาเหมือนกับที่มีการปฏิบัติการจัดตั้งรัฐบาลใน “ค่ายทหาร” เมื่อเดือนธันวาคม 2551
จำเป็นต้องใจเย็นๆ ภาพจะค่อยคลี่แบออกมาเอง