คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินพื้นที่ จ.สงขลา หลังเกิดสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมหนัก โดยเฉพาะเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ เมืองเศรษฐกิจสำคัญ ที่ประสบปัญหาอย่างรุนแรงมากที่สุด
นอกจากนี้ ครม.มอบหมายให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้อำนวยการสถานการณ์ในพื้นที่ มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการสั่งการ อนุมัติ และบูรณาการความช่วยเหลือทั้งหมด
ขณะเดียวกันรัฐบาลยังส่งรัฐมนตรีเข้าไประดมความช่วยเหลือในพื้นที่ รวมถึงกองทัพจัดยานพาหนะ เครื่องบิน และเรือ พร้อมกำลังพลเข้าไปช่วยเหลือ
โดยภารกิจเฉพาะหน้าเริ่มตั้งแต่การเร่งระบายน้ำ จัดหาอาหาร น้ำดื่ม สิ่งของยังชีพ และอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด
นอกจากสถานการณ์ที่ จ.สงขลา แล้ว ยังมีจังหวัดใกล้เคียงที่ประสบภัยหนักเช่นกัน รวมถึงในหลายจังหวัดพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เกิดอุทกภัยสะสม ยังไม่คลี่คลายมายาวนาน 3-4 เดือน
โดยข้อมูล ณ วันที่ 25 พ.ย.2568 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรายงานว่า ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 2 ล้านคน มีผู้เสียชีวิต 13 ราย
ส่วนพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ยังคงมีสถานการณ์ 11 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม ประชาชนได้รับผลกระทบเกือบ 5 แสนคน มีผู้เสียชีวิต 28 ราย
นับเป็นอีกปีที่ต้องบันทึกไว้ ประเทศไทยเผชิญอุทกภัยหนักหน่วงรุนแรงในรอบหลายปี
ปัญหาพายุ ฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง เป็นภัยธรรมชาติที่ประเทศต้องเผชิญทุกปี เนื่องจากอยู่ในเขตภูมิอากาศร้อนชื้นได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมพาดผ่าน ทำให้มีฤดูกาลฝนตกหนักตั้งแต่ช่วงกลางปี ก่อนจะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวช่วงปลายปี
ประกอบกับสภาพภูมิอากาศโลกแปรปรวน ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วฉับพลัน เมื่อเกิดสถานการณ์แต่ละครั้งมักจะรุนแรง สร้างความเสียหาย และความสูญเสียเป็นวงกว้าง
ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลมีนโยบายและโครงการที่จะแก้ทุเลาปัญหา และหาทางป้องกันในระยะยาว แต่ก็ยังเป็นไปอย่างครึ่งๆ กลางๆ รวมถึงปัญหาทางการเมืองที่เข้ามาแทรกซ้อนระหว่างทาง ส่งผลให้การแก้ปัญหาขาดช่วง
ดังนั้น ในการเลือกตั้งใหญ่ที่ใกล้เข้ามา และมีรัฐบาลใหม่ ประชาชนจึงหวังว่าจะมีนโยบายแก้ปัญหาน้ำ ที่บริหารจัดการอย่างเป็นระบบกว่าที่เป็นอยู่