การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเกมชิงจังหวะระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้าน ในช่วงการเมืองขยับเข้าใกล้การเลือกตั้ง โดยเฉพาะเมื่อ “คำถามประชามติ ครั้งที่ 1” ที่ว่า “ประชาชนเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญในกระบวนการทั้งหมด
พรรคเพื่อไทยระบุว่า คำถามที่ 1 คือหลักประกันสูงสุดของสังคมไทย ไม่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภาขณะนี้จะสะดุด หรือเดินหน้าอย่างไร
สุดท้ายเมื่อวันเลือกตั้งมาถึง ประชาชนจะได้แสดงเจตจำนงโดยตรง หากเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ย่อมต้องเกิดขึ้นหลังเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคือเสียงประชาชนที่ชัดเจนที่สุด
แต่คำถามคือ การเมืองทุกฝ่ายยอมรับหลักประกันนี้หรือไม่
นักวิชาการกฎหมายมหาชนตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการทางกฎหมายในช่วงที่ผ่านมาเผยให้เห็นความยุ่งยากไม่น้อย
ครม.เคยหารือจะทำประชามติคำถามที่ 1 แต่เมื่อสอบถามคณะกรรมการกฤษฎีกา กลับได้รับคำตอบว่า ครม.ไม่สามารถริเริ่มได้ ต้องริเริ่มโดยรัฐสภาเท่านั้น ทำให้ฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยว่า รัฐบาลอาจไม่ตั้งใจจริงกับการเปิดทางให้เกิดรัฐธรรมนูญใหม่
ต่อมาพรรคภูมิใจไทยจึงต้องเสนอญัตติด่วน ให้รัฐสภามีมติเพื่อส่งคำถามที่ 1 นี้ไปยังครม.ในทันที หลังพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 เสร็จสิ้น เพื่อส่งต่อไปยังกกต. สะท้อนว่ากระบวนการนี้ถูกดึงช้าได้ง่าย หากฝ่ายบริหารไม่ผลักดันจริงจัง
ที่สำคัญกว่าคือ เงื่อนไขเวลา หากการยุบสภาเกิดขึ้นก่อนโดยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญยัง ไม่ผ่านวาระ 3 ทุกอย่างต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่หลังการเลือกตั้ง
นอกจากนี้หากการยุบสภาเกิดขึ้นก่อนครม.จะมีมติส่งต่อให้กกต. จะทำให้ไม่สามารถทำประชามติคำถามที่ 1 และ 2 พร้อมเลือกตั้งได้
ผลก็คือประชาชนจะไม่มีช่องทางส่งเสียง และรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งจะไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ในการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ด้วยเหตุนี้ พรรคเพื่อไทยจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งส่งคำถามที่ 1 ให้ทันก่อนเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนได้ใช้สิทธิชี้อนาคตประเทศ ไม่ปล่อยให้ทุกอย่างล้มไปเพียงเพราะเกมชิงยุบสภาหนีญัตติซักฟอก
ในท้ายที่สุด รัฐบาลโดยนายกฯ อนุทินจะจริงใจกับการผลักดัน “คำถามครั้งที่ 1” ให้ทันก่อนเลือกตั้ง หรือจะยุบสภาตัดตอน ตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ถูกกล่าวหามาตลอดว่าไม่ต้องการให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญฉบับ ปี 60 เป็นประเด็นสำคัญที่ประชาชนในสังคมไทยต้องร่วมกันจับตาดู