ช่วงผ่านโค้งสุดท้ายสนามเลือกตั้ง สิ่งที่สังคมควรได้เห็นคือการแข่งขันเชิงนโยบายของพรรคการเมือง ใครมีคำตอบให้กับโจทย์ปัญหาปากท้อง ใครมีทางออกให้กับประเทศ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นการเร่งปลุกกระแส “เลือกฝ่าย” ด้วยวาทกรรมแบบถ้าไม่ขาว ก็ดำ จากพรรคการเมืองแกนนำฝ่ายอนุรักษนิยม ที่พยายามผูกขาดความหมายคำว่า “รักชาติ” เอาไว้กับพรรคตนเองฝ่ายเดียว

เริ่มตั้งแต่มอตโต้ “ขอคะแนนจากคนรักลุงตู่” ไปจนถึงคำประกาศอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า การเมืองไทยวันนี้มีแค่ฝ่าย “รักชาติ” กับ “ไม่รักชาติ”

วาทกรรมเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ และไม่สร้างสรรค์ แต่คือสูตรสำเร็จของการเมืองแบบอาศัยความกลัว ความเกลียดชัง และความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเป็นแรงขับเคลื่อน

 

นักวิเคราะห์เลือกตั้งชี้ว่า การที่นักการเมืองบางพรรคบอกกับประชาชนว่า “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” หรือ ไม่เลือกเรา = ไม่รักชาติ คือการบีบให้การตัดสินใจทางการเมืองกลายเป็นเรื่องศีลธรรม

ใครคิดต่างถูกตีตราเหมารวมว่าเป็นศัตรูของชาติ ทั้งที่ในระบอบประชาธิปไตยความเห็นต่างถือเป็นเรื่องปกติ และที่สำคัญการรักชาติไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว หรือสีเดียว

สิ่งที่น่าขบคิดก็คือ ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ ความยากจน หนี้ครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำ สาธารณสุข การศึกษา การท่องเที่ยว การส่งออก ฯลฯ แต่สิ่งที่แกนนำพรรคฝ่ายอนุรักษนิยม เลือกจะสื่อสารไปถึงประชาชนกลับไม่ใช่เรื่องนโยบายแก้ไขฟื้นฟู

แต่เป็นการย้ำภาพแบ่งเขาแบ่งเราอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่าชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคสำคัญกว่าการสมานรอยร้าวของสังคม

 

การหาเสียงเช่นนี้อาจได้ผลระยะสั้น อาจดึงคะแนนจากกลุ่มอนุรักษนิยม หรือคนที่ยังผูกพันกับอำนาจเก่า แต่ในระยะยาวคือการตอกย้ำความแตกแยกให้ลึกขึ้น ไม่ว่าผลเลือกตั้งหลังวันที่ 8 ก.พ.จะออกมาอย่างไร ประเทศก็ยังต้องอยู่กับสภาพชนะแล้วไม่จบ แพ้แล้วไม่ยอมรับ

นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยควรเข้าใจว่า อำนาจที่ได้มาจากประชาชนไม่ควรต้องแลกกับการทำให้ประชาชนเกลียดชังกันเอง การผลักเพื่อนร่วมชาติให้เป็นศัตรูทางการเมืองไม่ใช่ความกล้าหาญ แต่คือความล้มเหลวทางความคิด

หากพรรคการเมืองใดรักชาติจริงก็ควรนำพาประเทศและประชาชนเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่ดึงกลับไปติดหล่มความขัดแย้งแบบเดิมๆ

หากพรรคฝ่ายอนุรักษนิยมเชื่อมั่นว่าจะชนะเลือกตั้ง คำตอบควรอยู่ที่นโยบายสร้างสรรค์ ไม่ใช่วาทกรรมสร้างความแตกแยกให้สังคมคนในชาติ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน