พรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคแกนนำ รวบรวมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลโดยเริ่มจากพรรคเล็กๆ ก่อน ตามที่ไปปรากฏตัวแสดงความจำนงพร้อมให้การสนับสนุน
ต่อมา ประกาศเชิญชวนพรรคเพื่อไทย พรรคที่ได้คะแนนเสียงมาเป็นลำดับที่ 3 เข้าร่วมด้วยและถือเป็นพรรคใหญ่พรรคแรกที่ได้รับเทียบเชิญ เฉพาะ 2 พรรคนี้รวมกัน ก็มีเสียงรวมกันเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว
เพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ สามารถบริหารประเทศได้อย่างไม่ต้องติดขัดและกังวลเรื่องเสียงสนับสนุน พรรคแกนนำได้ติดต่อทาบทามพรรคการเมืองขนาดเล็กที่มีอยู่เพื่อให้เข้าร่วมรัฐบาลด้วยอีก 33 เสียง
จนถึงขณะนี้ พรรคภูมิใจไทยสามารถรวบรวมเสียงได้แล้วถึง 300 เสียง ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทยจำนวน 74 เสียง พรรคขนาดเล็กจำนวน 33 เสียง และพรรคภูมิใจไทย 193 เสียง ถือว่ามีจำนวนพอเพียงแล้ว
เนื่องจากพรรคภูมิใจไทย ประกอบด้วยหลายมุ้งหลายก๊ก อุดมไปด้วยบ้านใหญ่และกลุ่มการเมืองที่เข้ามารวมตัวกันจนเป็นพรรคขนาดใหญ่และสามารถเอาชนะเลือกตั้งได้ในครั้งนี้
การที่จะทาบทามพรรคการเมืองอื่นเพิ่มเข้ามาอีก แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีความสัมพันธ์อันดี ร่วมกอดคอกันเป็นรัฐบาลมาช่วงระยะเวลาหนึ่งก็ตาม แต่เมื่อคิดคำนวณแล้วการรวบรวมเสียงจากพรรคเล็กจะสามารถประสานทำงานได้ดีกว่า
อีกทั้งภายในพรรคภูมิใจไทย จักต้องเกลี่ยจัดวางตัวบุคคลเป็นรัฐมนตรีให้เกิดความสมดุล รัฐบาล 300 เสียงที่ปิดจบในครั้งนี้ จึงเป็นทางออกที่ลงตัวและเหมาะสม
เนื่องจากมีตำแหน่งสำคัญอย่างน้อย 5 กระทรวงหลักที่ต้องทาบทามบุคคลภายนอกเข้ามาดำรงตำแหน่ง ได้แก่ กระทรวงการคลัง ต่างประเทศ พาณิชย์ พลังงาน และรองนายกรัฐมนตรีซึ่งดูแลด้านกฎหมาย
รัฐบาล 300 เสียงมากเกินกึ่งของสภาผู้แทนราษฎรอยู่ 50 เสียง ถ้าหากบริหารจัดการได้ลงตัว มีกระบวนการประสานงานระหว่างสมาชิกในสภาได้อย่างเป็นปึกแผ่นเข้มแข็ง ก็จะส่งผลทำให้การบริหารราชการแผ่นดินดำเนินไปได้ด้วยดี
อย่างไรก็ตาม เสียงในสภายังมีฝ่ายตรวจสอบและถ่วงดุลอยู่ด้วยจำนวน 200 เสียง ซึ่งมีความเข้มแข็งที่รัฐบาลประมาทไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะแต่ละพรรคถือว่ามีประสบการณ์ระดับเชี่ยวชาญพิเศษ
พรรคประชาชนซึ่งหัวหน้าพรรคจะดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร มีประสบการณ์ตรงในการทำหน้าที่นี้มาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล พรรคประชาธิปัตย์นั้นมีชื่อเสียงด้านนี้มาอย่างยาวนาน ขณะที่พรรคกล้าธรรมก็มีกลเม็ด
เมื่อรัฐบาลชุดนี้มีเสียงสนับสนุนในสภาอย่างเป็นปึกแผ่นแข็งแรงมั่นคง ส่วนฝ่ายค้านก็มีความเข้มแข็งไม่อ่อนด้อยกว่ากัน ประชาชนจึงอยากเห็นการตรวจสอบที่เข้มข้นในทุกมิติ โดยเฉพาะในประเด็นที่ติดคาอยู่ยังไม่ได้สะสางให้กระจ่าง