วันมาฆบูชา จัดเป็นวันสำคัญของประเทศไทย และเป็น 1 ใน 4 วันของพระพุทธศาสนา ปีนี้เวียนมาบรรจบคำรบอีกครั้งในวันที่ 3 เดือนมีนาคม ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พระมหาเถระนักปราชญ์ด้านพระพุทธศาสนาอธิบายว่า “มาฆบูชา” ย่อมาจาก “มาฆปุณณมีบูชา” หรือ “มาฆบูรณมีบูชา” แปลได้ว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือน 3
เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงให้ “โอวาทปาติโมกข์” ในที่ประชุมพระอรหันตสาวก ซึ่งประกอบด้วยองค์ 4 คือ จาตุรงคสันนิบาต เพื่อให้มีหลักการร่วมกันในการประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ยิ่งใหญ่ไพศาล
สำหรับในประเทศไทย ทางราชการกำหนดให้เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์เช่นเดียวกับวันวิสาขบูชา อาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้มีโอกาสบำเพ็ญกุศลและปฏิบัติธรรมตามกาล
คำว่า “จาตุรงคสันนิบาต” แปลว่า การประชุมพระสาวกซึ่งประกอบด้วยองค์ 4 หรือ การประชุมพร้อมด้วยองค์ 4 กล่าวคือ พระอรหันตสาวกทั้งหลายที่มาประชุมในวันนั้นล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ ได้รับอุปสมบทโดยสมเด็จพระสัมมาพระพุทธเจ้าและเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา 6 ทั้งสิ้น
นอกจากนี้ พระสาวกทั้งหลายที่ประชุมวันนั้นก็มีจํานวนถึง 1,250 รูป ต่างเดินทางมาโดยมิได้นัดหมาย และวันดังกล่าวตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ วันเพ็ญเดือนมาฆะ คืนพระจันทร์เต็มดวงบริบูรณ์
การประชุมในวาระเช่นนี้เป็นปรากฏการณ์เกิดมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในพระพุทธโคตมสมัย อีกทั้งเป็นครั้งสําคัญที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์” ด้วย
คําว่า “โอวาทปาติโมกข์” แปลว่า โอวาทที่เป็นประธาน หรือคําสอนที่เป็นหลักการใหญ่ หมายถึงพระสัทธรรมที่เป็นหลักสําคัญของพระพุทธศาสนา หรือ “หัวใจของพระพุทธศาสนา” ทั้ง 3 ประการที่เป็นเอกอุดม
กล่าวคือการไม่ทําบาปทุกอย่าง ได้แก่ ละเว้นความชั่วอกุศลทุกชนิดและทุกระดับ เริ่มต้นแต่ประพฤติตามหลักศีล 5 เช่น ไม่ทําลายชีวิต ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม เป็นต้น
อีกทั้งยังกุศลอื่นๆ ให้ถึงพร้อม ได้แก่ บําเพ็ญความดีให้บริบูรณ์ เช่น มีศรัทธา มีเมตตา กรุณา ฝึกจิตให้เข้มแข็ง มีสมาธิ มีความเพียร มีสติรอบคอบ ซื่อสัตย์สุจริต มีความเสียสละ เป็นต้น
ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดคือ ทำจิตของตนให้ผ่องใสไม่ขุ่นมัว ได้แก่ ชําระจิตให้บริสุทธิ์ สะอาด ให้หลุดพ้นจากกิเลส เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ซึมเซา เป็นต้น
กล่าวสรุปเพื่อให้จำขึ้นใจได้ว่าสาระวันมาฆบูชา คืองดเว้นทำความชั่วทั้งปวง กระทําแต่ความดี และฝึกฝนใจให้บริสุทธิ์ ถือเป็นปรมัตถ์หัวใจแห่งการบูชาที่พุทธศาสนิกชนทั้งปวงพึงตระหนักและนำไปปฏิบัติให้บรรลุปฏิเวธอย่างแท้จริงถ้วนทั่วทุกคน