สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน มีรายงานการสังหารผู้นำระดับสูง เหตุการณ์ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่างรัฐ แต่คือชนวนที่อาจลากทั้งภูมิภาคเข้าสู่ไฟสงครามเต็มรูปแบบ ส่งแรงสะเทือนไปทั่วโลก รวมถึงไทย
ในมิติการเมืองและความมั่นคง ไทยอาจไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง เพราะไม่ใช่คู่ขัดแย้ง และไม่มีบทบาททางทหารในพื้นที่โดยตรง
แต่ในโลกยุคปัจจุบัน ความขัดแย้งระดับมหาอำนาจไม่มีคำว่าไกลตัว ไทยมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับทุกฝ่าย ทั้งวอชิงตัน เทลอาวีฟ และเตหะราน การวางตัวของรัฐบาลไทยจึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง
การแสดงจุดยืนที่เอนเอียงเกินไป อาจกระทบต่อผลประโยชน์ระยะยาว ทั้งด้านการค้า ความร่วมมือด้านความมั่นคง และภาพลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศ
ด้านความมั่นคงภายในประเทศ ความเสี่ยงอาจมาในรูปแบบภัยคุกคามทางไซเบอร์ การก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์ หรือแรงกระเพื่อมจากเครือข่ายสุดโต่งที่อาจใช้สถานการณ์นี้เป็นข้ออ้างในการปลุกระดม
แม้โอกาสเกิดเหตุรุนแรงในไทยจะยังต่ำ แต่หน่วยงานความมั่นคงไม่ควรประมาท โดยเฉพาะการดูแลสถานทูต ชุมชนชาวต่างชาติและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ชัดเจนและหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ด้านเศรษฐกิจ หากสงครามลุกลาม อิหร่านอาจตอบโต้ด้วยการปิดหรือคุกคามเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก
เมื่ออุปทานพลังงานถูกกระทบ ราคาน้ำมันโลกย่อมพุ่งสูงทันที ไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันย่อมได้รับผลกระทบเต็มๆ ต้นทุนขนส่ง การผลิต สินค้า และค่าครองชีพจะเพิ่มขึ้นกระทบเป็นลูกโซ่
ค่าเงินบาทอาจผันผวนจากแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ตลาดหุ้นร่วง นักลงทุนแห่ถือทองคำ ทำให้ราคาทองคำพุ่งสูง ภาคการส่งออก การสั่งซื้อสินค้าลดลง โดยเฉพาะตลาดที่เชื่อมโยงกับยุโรปและตะวันออกกลาง
รัฐบาลต้องเร่งวางแผนบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน ทั้งการสำรองน้ำมัน กระจายแหล่งนำเข้า ส่งเสริมพลังงานทดแทน
ภาคเอกชนต้องปรับแผนธุรกิจ ลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน กระจายตลาดส่งออก บริหารต้นทุนพลังงานอย่างรอบคอบ ธุรกิจที่พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบควรมีแผนสำรองหลายทาง
สำหรับประชาชนทั่วไปต้องไม่ตื่นตระหนก วางแผนการเงินอย่างรอบคอบ หลีกเลี่ยงก่อหนี้เกินตัว และเตรียมรับมือกับค่าครองชีพที่อาจสูงขึ้น ในยามนี้ความมีสติรอบคอบ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด