วิกฤตพลังงานโลกลามกระทบปากท้องของคนไทยรุนแรง และกำลังแปรสภาพเป็น “วิกฤตความเชื่อมั่น” ต่อรัฐบาลอนุทิน 2 ตั้งแต่ช่วงตั้งไข่
แม้กระทั่ง สส.พรรคแกนนำรัฐบาลเองก็ยังสะท้อนภาพปั๊มน้ำมันที่โควตาหมดก่อนกำหนด คือสัญญาณเตือนที่รัฐบาลไม่อาจมองข้ามได้
ตัวเลขน้ำมัน 1.2 แสนลิตรต่อเดือนที่เคยพอในภาวะปกติ แต่วันนี้กลับไม่พอ น้ำมันหยดสุดท้ายขายหมดก่อนรอบเวลา ทิ้งช่องว่าง 10 วันไว้ให้ผู้ประกอบการและประชาชนเผชิญชะตากรรมร่วมกัน
เมื่อความต้องการน้ำมันพุ่งสูงแต่ระบบจัดสรรไม่เสถียร ความเดือดร้อนจึงแผ่ขยายรวดเร็ว ตั้งแต่การเดินทาง การขนส่ง ไปจนถึงต้นทุนการทำมาหากินของประชาชนทุกระดับ
วิกฤตนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องพลังงานน้ำมัน แต่คือวิกฤตเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังลุกลาม
ทางออกปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีน้ำมันอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “การจัดการ” และ “ความเชื่อมั่น” ที่รัฐต้องเร่งฟื้นฟูเร่งด่วน
รัฐต้องเร่งเติมน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่คำประกาศ แต่ต้องทำให้ประชาชนสัมผัสได้ว่าน้ำมันมีเพียงพอจริง ผ่านการใช้คลังสำรอง และการบริหารนำเข้าอย่างมีประสิทธิภาพ ทันเวลา
ระบบขนส่งกระจายน้ำมันต้องปรับใหม่ให้ทั่วถึงและเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ ป้องกันไม่ให้บางพื้นที่ขาดแคลน ขณะที่บางพื้นที่กลับมีเหลือ ต้องเอาจริงกับการกักตุนและการฉวยโอกาส รัฐต้องแสดงบทบาทเชิงรุก ตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจังและโปร่งใส
เพื่อสร้างมาตรฐานทางสังคมใหม่ ไม่ให้วิกฤตกลายเป็นโอกาสของคนเห็นแก่ตัว
สิ่งสำคัญที่สุดเวลานี้คือ “ความเชื่อมั่น” รัฐบาลต้องสื่อสารตรงไปตรงมา เปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง และทำให้ประชาชนเห็นภาพว่ามีแผน มีทางออก และมีความรับผิดชอบ
ไม่ใช่แค่ประคับประคองสถานการณ์ แต่ต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าจะผ่านพ้นไปได้ ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ขอความร่วมมือประหยัดพลังงานอย่างมีเหตุมีผล ภายใต้หลักประกันว่ารัฐจะดูแลผลกระทบให้เบาที่สุด
ต้องกล้าทลายทุนผูกขาด เปิดทางให้พลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาดต่างๆ ได้เติบโต สนับสนุนผู้ผลิตรายย่อยและภาคประชาชน ลดการพึ่งพาโครงสร้างเดิมที่เปราะบางต่อแรงกระแทกจากภายนอก
รัฐบาลต้องไม่เกรงใจกลุ่มทุนหากผลประโยชน์นั้นขัดกับความอยู่รอดของประชาชน เพราะคะแนนเสียงที่ประชาชนมอบให้ถล่มทลายคือความไว้วางใจที่ต้องตอบแทนด้วยนโยบายที่ยืนอยู่ข้างประชาชน