ท่ามกลางบรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ กลับถูกวิกฤตพลังงานกลบทับ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเกือบเท่าตัวในเวลาเพียง 1 เดือน ลุกลามไปสู่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าครองชีพ และความอยู่รอดของประชาชนทุกระดับ
รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เลือกเผชิญความจริง ด้วยการยอมรับตรงไปตรงมาว่าวิกฤตครั้งนี้มีรากเหง้ามาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั้งระบบ ตั้งแต่แหล่งผลิต โรงกลั่น ไปจนถึงระบบขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
แม้สงครามอาจยุติลงในอนาคต แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะต้องใช้เวลาฟื้นฟูยาวนาน นั่นหมายความว่า “พลังงานแพง” และ “ภาวะขาดแคลน” จะยังไม่จบลงในเร็ววัน
คําถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า รัฐบาลทำอะไรไปแล้วบ้าง แต่คือสิ่งที่ทำอยู่พอหรือไม่ในการเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมา
มาตรการที่ทยอยออกมา ตั้งแต่การตัดลดงบประมาณภาครัฐเพื่อนำมาเยียวยา การกดดันโรงกลั่นให้ลดราคาดีเซล การเตรียมใช้กฎหมายพิเศษ ไปจนถึงแนวคิดควบคุมเวลาเปิด-ปิดปั๊มน้ำมันและห้างสรรพสินค้า
ล้วนสะท้อนความพยายามประคองสถานการณ์ มากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
โดยเฉพาะมาตรการดีเดย์หลังสงกรานต์ 20 เมษายน ที่จะจำกัดการขายน้ำมันในช่วงเวลา 22.00-05.00 น. เหลือเพียง E20 และ B20 นั้น
แม้มีเป้าหมายเพื่อลดการใช้พลังงาน แต่อีกด้านหนึ่งก็กระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนและภาคธุรกิจโดยตรง
ขณะเดียวกัน สัญญาณจากกระทรวงการคลังที่ว่า ไม่สามารถอุ้มราคาพลังงานด้วยการกู้เงินได้ในระยะยาว ตอกย้ำว่า ประเทศกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ต้องอยู่กับความจริง มากกว่าพึ่งพาการอุดหนุนจากรัฐ
เมื่อรัฐส่งสัญญาณชัด ประชาชนจึงต้องปรับตัวเข้าสู่ “วิถีชีวิตใหม่” หรือ New Normal อย่างจริงจัง ใช้พลังงานอย่างประหยัด ลดรายจ่ายไม่จำเป็น วางแผนการเงินอย่างรอบคอบ รวมถึงปรับรูปแบบการทำงาน การเดินทาง และการกินอยู่
อย่างไรก็ตาม ภาระในการปรับตัวไม่ควรตกอยู่กับประชาชนฝ่ายเดียว รัฐบาลเองจำเป็นต้องแสดงถึงประสิทธิภาพในการบริหารวิกฤต ที่มากกว่าการออกมาตรการเฉพาะหน้า หรือการใช้เครื่องมือเดิมๆ อย่างโครงการเยียวยา ที่ไม่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงลึก
เสียงเตือนจากนักวิชาการและนักการเมืองบางส่วนที่ประเมินว่า ราคาดีเซลอาจพุ่งสูงขึ้นอีกหลังสงกรานต์รวมถึงความเสี่ยงที่ตลาดแรงงานจะเปราะบางมากขึ้นจึงมองข้ามไม่ได้
ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องคิดค้นยกระดับมาตรการแก้ปัญหา ต้องรู้ว่าช่วงเวลาหลังสงกรานต์จะเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาล จะนำพาประเทศผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างมีทิศทางและความหวังหรือไม่