ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานที่ยังพุ่งสูง เสียงเรียกร้องให้รัฐบาล “ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน” กลับมาดังขึ้นอีกครั้งทั้งจากภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคการเมือง
ถึงกระนั้นข้อมูลจากกระทรวงการคลังชี้ชัด การลดภาษีน้ำมันไม่ใช่เรื่องเล็ก ปัจจุบันภาษีดีเซลอยู่ที่ 7.44 บาทต่อลิตร เบนซิน 5.85-7.50 บาทต่อลิตร ทุกการลดลง 1 บาทต่อลิตรหมายถึงรายได้รัฐที่หายไปทันที เดือนละประมาณ 2,800 ล้านบาทหากลดทั้งระบบ
หากลด 3 บาทต่อลิตร รัฐจะสูญรายได้ 8,400 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่การลด 5 บาท ซึ่งเคยใช้ในช่วงวิกฤตพลังงานปี 2565 จะทำให้รายได้หายไปถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือน
และหากเลือกกดเฉพาะดีเซลลงลึกถึง 7 บาท ก็ยังสร้างผลกระทบในระดับเดียวกัน
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่แค่รายได้ที่หายไป แต่คือลักษณะของรายได้ที่เสียไปแล้วไม่สามารถเรียกคืนได้ ต่างจากกลไกกองทุนน้ำมันที่ยังพอมีช่องทางบริหารสภาพคล่องในอนาคต หมายความว่าการลดภาษีคือการตัดทอนฐานรายได้ถาวร แม้จะแค่ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งก็ตาม
บทเรียนจากปี 2565 การลดภาษีน้ำมันทำให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 1.5-1.6 แสนล้านบาทต่อปี สะท้อนว่ามาตรการลักษณะนี้แม้ช่วยพยุงค่าครองชีพได้จริงแต่ก็สร้างความสั่นคลอนให้ฐานะการคลัง
ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันความเสี่ยงยิ่งทวีคูณ เมื่อสถาบันจัดอันดับเครดิตระหว่างประเทศกำลังจับตาวินัยการคลังของไทยอย่างใกล้ชิด
การใช้นโยบายที่กระทบรายได้หลักซ้ำๆ อาจนำไปสู่การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะกระทบต้นทุนการกู้ยืมของประเทศในระยะยาว ลุกลามไปถึงเศรษฐกิจโดยรวม
แน่นอนว่าการลดภาษีน้ำมันเป็นเครื่องมือที่เห็นผลเร็ว กดราคาขายปลีก ลดแรงกดดันทางสังคมได้ทันที โดยเฉพาะดีเซล ต้นทุนหลักภาคขนส่งและราคาสินค้า
โจทย์รัฐบาลจึงไม่ใช่แค่จะลดหรือไม่ลด แต่คือจะลดอย่างไรให้สมดุลระหว่างการช่วยประชาชนกับการรักษาวินัยการคลัง ทางเลือกที่ถูกพูดถึง เช่น ลดเฉพาะดีเซล กำหนดเพดานระยะเวลา หรือใช้มาตรการผสมผสานกับกองทุนน้ำมัน ล้วนเป็นแนวทางต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
แม้เสียงเรียกร้องนี้จะมีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลรักษาการซึ่งมีข้อจำกัดในการใช้อำนาจตัดสินใจ จึงจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ แต่เมื่อตอนนี้ได้รัฐบาลใหม่มีอำนาจเต็มแล้วย่อมต้องมีคำตอบชัดเจนให้กับประชาชนว่าจะเดินหน้าใช้นโยบายนี้หรือไม่ ลดในอัตราเท่าใด และจะออกแบบอย่างไร
ให้สมดุลระหว่างการบรรเทาค่าครองชีพ กับการรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว