นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงถึงการออกพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤต และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท
โดยระบุว่าสืบเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และเศรษฐกิจอย่างรุนแรงทั่วโลก จากวิกฤตราคาพลังงานลุกลามไปสู่ราคาอาหาร และค่าครองชีพประชาชน
นายกฯ ชี้แจงว่าวิกฤตครั้งนี้ เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชน ประคับประคองเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก เร่งปรับโครงสร้างพลังงาน ลดความเปราะบาง และตอบโจทย์การแก้ปัญหาของประเทศ
รัฐบาลจะทำทุกอย่างจนสุดความสามารถ เพื่อให้ผ่านวิกฤตไปได้ด้วยดี เป็นคำยืนยันจากนายกฯ พร้อมกับย้ำว่าไม่ใช่สถานการณ์ปกติที่จะรอได้
การที่รัฐบาลต้องออกพ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อนำมาแก้วิกฤตนั้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ชี้แจงยอมรับว่างบประมาณที่มีอยู่ไม่เพียงพอ
โดยงบประมาณปี 2569 ในปัจจุบันมีไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท ส่วนงบกลางก็เหลือ 2 หมื่นล้านบาท และถ้ารองบประมาณปี 2570 ก็ต้องรอไปถึงเดือนต.ค. ซึ่งไม่ทัน
สำหรับเงินกู้ 4 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 2 แสนล้านบาท สำหรับช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
ส่วนอีก 2 แสนล้านบาท เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างพลังงาน รองรับการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ไปสู่การใช้พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก เป็นต้น
สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง และนำมาซึ่งวิกฤตพลังงาน ราคาในตลาดโลกสูงขึ้น นับเป็นปัจจัยภายนอกที่ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมได้ ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ดังที่ประสบกันอยู่ในขณะนี้
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องอัดฉีดงบประมาณช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาผลกระทบ โดยเฉพาะค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากราคาพลังงาน อาหาร และสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน
แต่ในอีกด้านการกู้เงินของรัฐบาล ย่อมส่งผลต่อหนี้สาธารณะสูงขึ้น ซึ่งต่อไปประชาชนเองต้องร่วมกันรับภาระหนี้ที่รัฐบาลกู้มา โดยผ่านการจัดเก็บภาษีอากรต่างๆ
ดังนั้น การกู้เงินจะต้องโปร่งใส มีกระบวนการตรวจสอบได้ ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เหวี่ยงแห ต้องตรงเป้าหมาย และต้องไม่มีกลุ่มตกหล่น