ในการประชุมวุฒิสภา เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ตอบกระทู้ถามเรื่องความคืบหน้าคดีสลายการชุมนุมทางการเมือง เมื่อปี 2553 โดยเฉพาะจำนวน 13 คดี ที่เกี่ยวข้องกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ
โดยมีกลุ่มคดีใน 13 คดี ที่รมว.ยุติธรรมชี้แจงอย่างมีนัยสำคัญ คือกรณีที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ดีเอสไอ มีความเห็นสั่งฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตรองนายกฯ ในขณะนั้น
ต่อมาศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งป.ป.ช.เป็นผู้มีอำนาจไต่สวน ศาลจึงยกคำสั่งฟ้อง จากนั้นดีเอสไอส่งสำนวนไปยังป.ป.ช. สุดท้ายป.ป.ช.ยกคำร้องกล่าวหาอดีตนายกฯ และอดีตรองนายกฯ
รมว.ยุติธรรมระบุว่า การดำเนินคดีผู้กระทำผิดทั้ง 13 คดี ได้เสร็จสิ้นแล้ว พนักงานคดีพิเศษได้ปฏิบัติตามกฎหมาย และหลักนิติธรรมโดยเคร่งครัด
สำหรับเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 รัฐบาลในขณะนั้นอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้กระสุนจริง จนนำมาสู่ความสูญเสียทั้งฝ่ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. ถึงวันที่ 19 พ.ค.2553 มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 2,000 ราย
หลังเหตุการณ์ และเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ดีเอสไอและตำรวจเข้ามาสืบสวนสอบสวนคดี ทำสำนวนชันสูตรพลิกศพ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตของประชาชน
จากนั้นนำเข้าไต่สวนในชั้นศาล สุดท้ายศาลมีคำสั่งว่าผู้เสียชีวิตรวม 17 ศพ เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ไม่ได้เกิดจากการกระทำของชายชุดดำ ตามที่รัฐบาลขณะนั้นกล่าวหา
จนนำมาสู่การสั่งฟ้องอดีตนายกฯ และอดีตรองนายกฯ ในข้อหาเกี่ยวกับเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผล
อย่างไรก็ตาม หลังรัฐประหาร 2557 มีความพยายามจากเครือข่ายอนุรักษนิยมทางการเมือง และผู้กุมอำนาจรัฐ ที่ต้องการยุติคดีสลายการชุมนุมดังกล่าว
โดยใช้กลไกและเทคนิคทางกฎหมาย รวมถึงการฟ้องคดีผิดศาล จนนำมาสู่ผลตามที่รมว.ยุติธรรม ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา รวมทั้งยังมีผู้เสียชีวิตอีกหลายราย ที่ยุติการชันสูตรพลิกศพ
จึงเป็นอันว่าจนถึงขณะนี้ ทั้งอดีตนายกฯ อดีตรองนายกฯ ในฐานะผู้สั่งการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนั้น ยังไม่มีใครถูกไต่สวนในชั้นศาล เพื่อพิสูจน์ความถูกผิดแต่อย่างใด
ผ่านมา 16 ปี เหลืออีก 4 ปี คดีจะหมดอายุความ จึงมีคำถามถึงทั้งฝ่ายการเมือง และเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทุกระดับชั้น จะปล่อยให้เป็นเช่นนี้หรือ และได้คำนึงถึงหลักนิติธรรมหรือไม่