โครงการไทยช่วยไทยพลัส เปิดให้ผู้มีสิทธิ์ที่เป็นประชาชนทั่วไปอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งลงทะเบียนสำเร็จแล้วจำนวน 26,040,623 ราย สามารถใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตังในร้านค้าที่ร่วมโครงการได้แล้ว
เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน รวมระยะเวลา 4 เดือน ในวงเงินเดือนละ 1,000 บาท โดยรัฐบาลจ่ายให้ร้อยละ 60 และประชาชนออกเองร้อยละ 40
ทั้งนี้ มีเงื่อนไขรัฐออกให้วันละ 200 บาทจนครบวงเงิน 1,000 บาท หากใช้เต็มวงเงินจะต้องเติมเองวันละ 134 บาท สามารถซื้อสินค้าได้ในราคา 334 บาท
จากยอดเงินที่รัฐจ่ายให้ต่อเดือน ถ้าประชาชนใช้จนเต็มวงเงินของเดือน จะต้องเติมเองจำนวนทั้งสิ้นเดือนละ 667 บาท โดยในระยะเวลา 4 เดือนต้องออกเงินเองรวมทั้งสิ้น 2,667 บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่น้อยสำหรับผู้มีรายได้ไม่มากนัก
ในส่วนผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน จะได้สิทธิวงเงินจากเดิมเดือนละ 300 บาท โดยได้เพิ่มอีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท ตลอด 4 เดือนโดยอัตโนมัติ เพื่อใช้จ่ายในร้านค้าธงฟ้าที่ร่วมโครงการ
ส่วนระยะเวลาที่สามารถใช้จ่ายได้ ก็เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนจนถึงวันที่ 30 มิถุนายนเช่นกัน ซึ่งจำนวนเงินที่เพิ่มมานั้น ผู้ถือบัตรนี้ไม่ต้องลงทะเบียนใดๆ ทั้งสิ้น เพราะจะเกิดความซ้ำซ้อนกับประชาชนทั่วไป
เมื่อโครงการไทยช่วยไทยพลัสปิดการลงทะเบียนวันสุดท้ายในเวลา 22.00 น.วันที่ 29 พฤษภาคมนั้น เว็บไซต์ www.ไทยช่วยไทยพลัส.com ระบุยอดคงเหลือจำนวน 3,958,805 สิทธิ
เท่ากับว่าโครงการนี้ มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิจำนวนทั้งสิ้น 26,041,195 คนจากจำนวนสิทธิทั้งสิ้น 30,000,000 สิทธิ ซึ่งใกล้เคียงกับยอดผู้ร่วมโครงการคนละครึ่งที่ผ่านๆ มา
ดังนั้น จากจำนวนสิทธิที่เหลือ จึงเท่ากับว่ารัฐบาลมีงบประมาณที่ยังไม่ได้ใช้อีกจำนวนทั้งสิ้น 15,835,220 ล้านบาท จากงบประมาณที่เตรียมไว้จำนวน 176,000,000 ล้านบาท ถือว่าไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังไม่มีแนวคิดขยายเวลาโครงการ เพราะวัตถุประสงค์หลักคือการช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าครองชีพและช่วยพยุงผู้ประกอบการรายย่อย ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบโครงการคนละครึ่ง
คาดว่างบประมาณที่เหลือจำนวนนี้ จะนำกลับเข้าไปสู่ระบบเพื่อนำกลับไปปรับใช้กับมาตรการช่วยเหลือด้านอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาถึงความเหมาะสม
จึงหวังว่ารัฐบาลจะใช้เงินจำนวนที่เหลือดังกล่าวอย่างรอบคอบ ปิดกั้นทุกช่องทางไม่ให้รั่วไหล รวมทั้งคิดค้นหามาตรการให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั่วไปให้มากที่สุดในช่วงสภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบากเช่นปัจจุบัน