การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง หลังคณะกรรมาธิการจากวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎรและตัวแทนพรรคการเมือง เข้าหารือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และได้รับคำอธิบายว่า
การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จากประชาชนโดยตรง สามารถทำได้ โดยสิ่งที่ขัดต่อแนวทางคำวินิจฉัยเดิมของศาลเป็นการให้ประชาชนเลือก “ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ” โดยตรงเท่านั้น
คำอธิบายดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายมองเห็นช่องทางใหม่ในการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พรรคประชาชนและประชาธิปัตย์เตรียมปรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว
ขณะที่พรรคเพื่อไทยส่งสัญญาณพร้อมทบทวนแนวทางเดิม เพื่อเปิดทางให้ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมากที่สุด
แต่อีกด้านเสียงคัดค้านก็ดังจากพรรคภูมิใจไทย ที่ย้ำว่าสิ่งที่ได้จากการหารือครั้งนี้เป็นแค่ “ความเห็น” ของตุลาการบางส่วน ไม่ใช่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันทุกองค์กร
พร้อมกับยกบทเรียนในอดีตกรณีประชามติ ที่ก่อนหน้านี้ตีความกันว่าดำเนินการได้ในรูปแบบหนึ่ง แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยกลับได้ข้อสรุปอีกแบบหนึ่ง ทำให้ต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่
ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่ความเห็นนักการเมืองจะแตกเป็นสองทาง ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรใช้คำอธิบายของตุลาการเป็นแนวทางเดินหน้าต่อ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าหากเดินตามความเห็นดังกล่าว อาจสุ่มเสี่ยงต่อการถูกร้องเรียนในอนาคต
และหากศาลมีคำวินิจฉัยออกมาตรงกันข้าม กระบวนการทั้งหมดอาจต้องสะดุดลงอีกครั้ง
รัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งมีจุดกำเนิดจากการรัฐประหารปี 2557 ได้ออกแบบกลไกการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้สลับซับซ้อน วางเงื่อนไขกับดักไว้ ตลอดเส้นทาง ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยข้อจำกัดและข้อถกเถียงทางกฎหมาย ไม่ว่าฝ่ายใดจะเสนอแนวทางใดก็ตาม
สถานการณ์ล่าสุด สะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่าการเลือก ส.ส.ร. นั่นคือความไม่ชัดเจนของกติกาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเอง ทุกครั้งที่สังคมพยายามขยับไปข้างหน้า มักต้องเผชิญคำถามทางกฎหมาย การตีความที่แตกต่างและความเสี่ยงถูกโต้แย้งในภายหลัง
สุดท้ายการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ควรเป็นเรื่องของประชาชน กลับกลายเป็นกระบวนการที่ต้องผ่านด่านตีความและกับดักทางกฎหมายมากมาย
ดังนั้น จึงสมควรหากสังคมจะร่วมกันส่งเสียงไปยังนักการเมือง รวมถึงองค์กรใดก็ตาม ให้เข้าใจถึงหลักการประชาธิปไตยที่ว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญถือเป็นอำนาจสูงสุดของประชาชน