กลุ่มชาวบ้านทับลาน จ.นครราชสีมา เข้ายื่นหนังสือถึงนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อยืนยันสิทธิ์ในการครอบครองที่ดิน ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาทับซ้อนกับแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน
โดยชาวบ้านระบุว่า พื้นที่หมู่บ้านมีมาแต่เดิมแล้ว แต่พอเมื่อปีพ.ศ.2524 ทางการประกาศให้เป็นพื้นที่อุทยานฯ ทำให้แนวที่ดินทับซ้อน ส่งผลให้ได้รับความเดือดร้อนมาหลายสิบปี
ขณะที่นายสุชาติระบุในวันที่ 28 มิ.ย.2569 จะไปรับฟังปัญหาของชาวบ้านทั้งหมด พร้อมจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ รวมถึงนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ นักสิทธิมนุษยชน มูลนิธิต่างๆ ที่มีข้อสงสัยร่วมลงพื้นที่ด้วย
ปัญหาที่ดินทับลานทับซ้อนกับแนวเขตอุทยานฯ หมักหมมมาอย่างยาวนาน
ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมคณะกรรมการอุทยานฯ เห็นชอบให้พิจารณาการปรับปรุงแนวเขตอุทยานฯ ทับลาน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มี.ค.2566
สาระสำคัญคือ การเพิกถอนพื้นที่ออกจากแนวเขตอุทยานฯ รวมกว่า 1.5 แสนไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทับซ้อนเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และพื้นที่ความมั่นคงทางการทหาร สนามฝึกซ้อมรบ
อธิบดีกรมอุทยานฯ ยืนยันการเพิกถอนพื้นที่ ไม่มีการตัดผืนป่าธรรมชาติ แต่เป็นการคัดกรองและแยกแยะให้ชัดเจน โดยเฉพาะพื้นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของประชาชน ที่อยู่มาก่อนประกาศเป็นพื้นที่อุทยานฯ
กรมอุทยานฯ ระบุว่ามีประชาชนประมาณ 5,200 ราย ที่จะเร่งสำรวจพิสูจน์สิทธิ์ให้เร็วที่สุดภายใน 6 เดือน
การที่จะเพิกถอนพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่ ครอบคลุม อ.ครบุรี อ.เสิงสาง อ.ปักธงชัย อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนมายาวนาน
กรณีลักษณะนี้ไม่ใช่แค่พื้นที่ทับลานเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายแห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร 2557 รัฐบาลทหารประกาศนโยบายทวงคืนผืนป่า ส่งผลให้มีประชาชนถูกดำเนินคดีที่เกี่ยวกับป่าไม้และที่ดิน รวมเกือบ 5 หมื่นราย
ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย กลุ่มคนชาติพันธุ์ คนชายขอบ คนจนเมือง และชุมชนดั้งเดิม ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มาก่อนการประกาศเป็นเขตป่าอนุรักษ์ทับซ้อน
ดังนั้น นอกจากการเพิกถอนพื้นที่ทับซ้อนแล้ว ยังต้องเร่งผลักดันกฎหมาย เพื่อนิรโทษกรรม หรือเยียวยาประชาชนที่ได้รับความเสียหายและผลกระทบด้วย