ใกล้ครบหนึ่งเดือนแรก โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่เปิดให้ใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการสำเร็จรวมทั้งสิ้นกว่า 26.05 ล้านคน จากสิทธิทั้งหมด 30 ล้านสิทธิ

เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และบริการ สูงสุด 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน รวมสูงสุดจำนวน 4,000 บาท ตลอดระยะเวลา 4 เดือน

กำหนดให้ใช้จ่ายโดยการสแกนผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง ในเงื่อนไขให้ประชาชนจ่ายเอง 40% และรัฐช่วยจ่าย 60% จำกัดการใช้สิทธิไม่เกิน 200 บาทต่อวัน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีผู้ใช้สิทธิเต็มวงเงินจำนวน 1,000 บาทแล้วกว่า 8 ล้านสิทธิ คาดว่าเมื่อครบกำหนดวันที่ 30 มิถุนายนนี้ จะมีผู้ใช้สิทธิเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ เนื่องจากเงินในส่วนของเดือนมิถุนายนที่โอนให้ใช้จ่าย หากใช้ไม่หมดในแต่ละเดือน รัฐจะดึงเงินส่วนนั้นกลับคืนเข้าสู่ระบบ โดยไม่ทบต้นและไม่ขยายเวลาอย่างแน่นอนแล้ว

จากนั้นรัฐจะโอนเงินจำนวน 1,000 บาทงวดที่สองในวันที่ 1 กรกฎาคมให้ใช้จ่ายต่อทันที จำกัดวันละ 200 บาทเช่นเดิม ถ้าประชาชนต้องการใช้เต็มจำนวนก็ต้องเติมเงินส่วนต่างวันละ 134 บาท

คาดว่า เมื่อผ่านเดือนแรกไปแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องประเมินความคุ้มค่า ผลตอบรับ ตลอดจนความพึงพอใจของประชาชนทั่วไปต่อโครงการนี้ว่าเป็นไปในทิศทางใด

แต่จากการสังเกตและพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าที่สมัครร่วมโครงการต่างก็พึงพอใจ เพราะขายสินค้าได้ง่ายและเร็วขึ้น เพราะก่อนหน้านี้สภาพคล่องของผู้ซื้อหดหาย เงินจับจ่ายมีไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้เป็นการต่อยอดมาจากโครงการคนละครึ่งของรัฐบาลก่อนหน้า แต่เพื่อให้มีความพิเศษและแตกต่างกว่าจึงออกมาเป็นรัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายเฉพาะหน้า

อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการนี้ช่วยพยุงกำลังซื้อระยะสั้นได้ดี แต่ลึกลงไป พบว่ายังมีธุรกิจจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงโครงการ ไม่สามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ เป็นเพียงเงินหมุนระยะสั้นๆ เท่านั้น

อีกทั้งมีข้อสังเกตด้วย ระหว่างโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกมา ทำให้กิจการร้านอาหารภัตตาคารบางแห่ง ประสบปัญหา กิจกรรมซื้อขายหยุดชะงักไปหรือต้องเปลี่ยนแผนการตลาด

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนที่ได้รับสิทธิ แต่ไม่อาจเติมเงินส่วนต่างเพื่อเพิ่มกำลังการใช้จ่ายก็มีอยู่ไม่น้อย รัฐจึงต้องมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินเต็มที่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน